ธรรมะวันนี้

จิตใจ10

ในเรื่องความหมองหรือใสของใจนี้ พระยามิลินท์ได้ตรัสถามพระนาคเสนเอาไว้ว่า “ข้าแต่พระนาคเสน คำว่าผู้ไม่ได้ทำบุญตั้ง ๑๐๐ ปี แต่ในเวลาจะตาย ได้สติ นึกถึงพระพุทธเจ้าเพียงครั้งเดียว ก็ได้ไปเกิดในหมู่เทพยดา คำนี้โยมไม่เชื่อ และอีกอันหนึ่ง ที่กล่าวว่า ทำปาณาติบาตเพียงครั้งเดียว ก็ไปเกิดในนรกได้  คำนี้ โยมก็ไม่เชื่ออีกนั่นแหละ ขอพระคุณเจ้าโปรดวิสัชนาทำปัญหานี้ให้แจ่มแจ้งแก่โยมด้วยเถิด”

 
     พระเถระผู้ทรงปฏิภาณและปฏิสัมภิทาญาณ คือแตกฉานในด้านการโต้ตอบปัญหา ได้มีเถรวาทีวิสัชนาให้ฟังว่า “ขอถวายพระพร ก้อนหินเล็กๆ ทิ้งลงไปในน้ำ จะลอยขึ้นบนน้ำไม่ได้ ส่วนก้อนหินตั้ง ๑๐๐ เล่มเกวียน เขาขนลงเรือบรรทุก เรือก็ยังสามารถลอยอยู่บนน้ำได้ กุศลกรรมเปรียบเหมือนเรือ ธรรมดาเรือของพวกพ่อค้า มักจะบรรทุกของหนัก แต่ถ้าหากบรรทุกของหนักเกินไปเรือก็จมลงในน้ำได้ฉันใด นรชนทำบาปทีละน้อยๆ จนบาปมากขึ้น นาวาชีวิตไม่อาจดำรงอยู่ได้ ก็จมลงไปในนรกได้ฉันนั้น”
 
     สำหรับคำอธิบายเพิ่มเติมตรงนี้ หมายถึงว่า ผู้ที่ไม่ได้ทำบุญอะไรเอาไว้เลยตั้ง ๑๐๐ ปี  ครุกรรมหรืออาจิณกรรมไม่ปรากฏชัด ครั้นเวลาจะตาย ได้สตินึกถึงพระพุทธเจ้าเป็นอารมณ์เพียงครั้งเดียวเท่านั้น  ก็สามารถไปเกิดในสวรรค์ได้ แสดงให้เห็นว่า สิ่งที่ทำเวลาใกล้ตาย จะเป็นบุญหรือบาป ก็ให้ผลก่อนอย่างอื่น  เปรียบเหมือนโคตัวที่อยู่ปากคอก เมื่อเปิดประตูคอก ย่อมออกได้ก่อนตัวอื่น เพราะฉะนั้น ข้อที่ว่าทำปาณาติบาตเพียงครั้งเดียว ก็ไปตกนรกได้นั้น  ท่านเปรียบบาปเหมือนของหนัก เช่นก้อนหินก้อนเล็กๆ ที่ทิ้งลงไปในน้ำก็ต้องจม ตัวอย่างเช่นปาณาติบาตที่ทำในเวลาใกล้ตาย หรือจิตไปนึกถึงปาณาติบาตหรือบาปอกุศลที่ตัวทำไว้เพียงครั้งเดียว แล้วกรรมนิมิตนั้นปรากฏชัด ก็พาไปอบายได้เหมือนกัน เพราะบาปจะคอยเหนี่ยวรั้งใจของผู้ตายให้ไปสุ่อบายภูมิ ในเรื่องความหมองหรือใสของใจนี้ พระยามิลินท์ได้ตรัสถามพระนาคเสนเอาไว้ว่า “ข้าแต่พระนาคเสน คำว่าผู้ไม่ได้ทำบุญตั้ง ๑๐๐ ปี แต่ในเวลาจะตาย ได้สติ นึกถึงพระพุทธเจ้าเพียงครั้งเดียว ก็ได้ไปเกิดในหมู่เทพยดา คำนี้โยมไม่เชื่อ และอีกอันหนึ่ง ที่กล่าวว่า ทำปาณาติบาตเพียงครั้งเดียว ก็ไปเกิดในนรกได้  คำนี้ โยมก็ไม่เชื่ออีกนั่นแหละ ขอพระคุณเจ้าโปรดวิสัชนาทำปัญหานี้ให้แจ่มแจ้งแก่โยมด้วยเถิด”
 
     พระเถระผู้ทรงปฏิภาณและปฏิสัมภิทาญาณ คือแตกฉานในด้านการโต้ตอบปัญหา ได้มีเถรวาทีวิสัชนาให้ฟังว่า “ขอถวายพระพร ก้อนหินเล็กๆ ทิ้งลงไปในน้ำ จะลอยขึ้นบนน้ำไม่ได้ ส่วนก้อนหินตั้ง ๑๐๐ เล่มเกวียน เขาขนลงเรือบรรทุก เรือก็ยังสามารถลอยอยู่บนน้ำได้ กุศลกรรมเปรียบเหมือนเรือ ธรรมดาเรือของพวกพ่อค้า มักจะบรรทุกของหนัก แต่ถ้าหากบรรทุกของหนักเกินไปเรือก็จมลงในน้ำได้ฉันใด นรชนทำบาปทีละน้อยๆ จนบาปมากขึ้น นาวาชีวิตไม่อาจดำรงอยู่ได้ ก็จมลงไปในนรกได้ฉันนั้น”
 
     สำหรับคำอธิบายเพิ่มเติมตรงนี้ หมายถึงว่า ผู้ที่ไม่ได้ทำบุญอะไรเอาไว้เลยตั้ง ๑๐๐ ปี  ครุกรรมหรืออาจิณกรรมไม่ปรากฏชัด ครั้นเวลาจะตาย ได้สตินึกถึงพระพุทธเจ้าเป็นอารมณ์เพียงครั้งเดียวเท่านั้น  ก็สามารถไปเกิดในสวรรค์ได้ แสดงให้เห็นว่า สิ่งที่ทำเวลาใกล้ตาย จะเป็นบุญหรือบาป ก็ให้ผลก่อนอย่างอื่น  เปรียบเหมือนโคตัวที่อยู่ปากคอก เมื่อเปิดประตูคอก ย่อมออกได้ก่อนตัวอื่น เพราะฉะนั้น ข้อที่ว่าทำปาณาติบาตเพียงครั้งเดียว ก็ไปตกนรกได้นั้น  ท่านเปรียบบาปเหมือนของหนัก เช่นก้อนหินก้อนเล็กๆ ที่ทิ้งลงไปในน้ำก็ต้องจม ตัวอย่างเช่นปาณาติบาตที่ทำในเวลาใกล้ตาย หรือจิตไปนึกถึงปาณาติบาตหรือบาปอกุศลที่ตัวทำไว้เพียงครั้งเดียว แล้วกรรมนิมิตนั้นปรากฏชัด ก็พาไปอบายได้เหมือนกัน เพราะบาปจะคอยเหนี่ยวรั้งใจของผู้ตายให้ไปสุ่อบายภูมิ ในเรื่องความหมองหรือใสของใจนี้ พระยามิลินท์ได้ตรัสถามพระนาคเสนเอาไว้ว่า “ข้าแต่พระนาคเสน คำว่าผู้ไม่ได้ทำบุญตั้ง ๑๐๐ ปี แต่ในเวลาจะตาย ได้สติ นึกถึงพระพุทธเจ้าเพียงครั้งเดียว ก็ได้ไปเกิดในหมู่เทพยดา คำนี้โยมไม่เชื่อ และอีกอันหนึ่ง ที่กล่าวว่า ทำปาณาติบาตเพียงครั้งเดียว ก็ไปเกิดในนรกได้  คำนี้ โยมก็ไม่เชื่ออีกนั่นแหละ ขอพระคุณเจ้าโปรดวิสัชนาทำปัญหานี้ให้แจ่มแจ้งแก่โยมด้วยเถิด”
 
     พระเถระผู้ทรงปฏิภาณและปฏิสัมภิทาญาณ คือแตกฉานในด้านการโต้ตอบปัญหา ได้มีเถรวาทีวิสัชนาให้ฟังว่า “ขอถวายพระพร ก้อนหินเล็กๆ ทิ้งลงไปในน้ำ จะลอยขึ้นบนน้ำไม่ได้ ส่วนก้อนหินตั้ง ๑๐๐ เล่มเกวียน เขาขนลงเรือบรรทุก เรือก็ยังสามารถลอยอยู่บนน้ำได้ กุศลกรรมเปรียบเหมือนเรือ ธรรมดาเรือของพวกพ่อค้า มักจะบรรทุกของหนัก แต่ถ้าหากบรรทุกของหนักเกินไปเรือก็จมลงในน้ำได้ฉันใด นรชนทำบาปทีละน้อยๆ จนบาปมากขึ้น นาวาชีวิตไม่อาจดำรงอยู่ได้ ก็จมลงไปในนรกได้ฉันนั้น”
 
     สำหรับคำอธิบายเพิ่มเติมตรงนี้ หมายถึงว่า ผู้ที่ไม่ได้ทำบุญอะไรเอาไว้เลยตั้ง ๑๐๐ ปี  ครุกรรมหรืออาจิณกรรมไม่ปรากฏชัด ครั้นเวลาจะตาย ได้สตินึกถึงพระพุทธเจ้าเป็นอารมณ์เพียงครั้งเดียวเท่านั้น  ก็สามารถไปเกิดในสวรรค์ได้ แสดงให้เห็นว่า สิ่งที่ทำเวลาใกล้ตาย จะเป็นบุญหรือบาป ก็ให้ผลก่อนอย่างอื่น  เปรียบเหมือนโคตัวที่อยู่ปากคอก เมื่อเปิดประตูคอก ย่อมออกได้ก่อนตัวอื่น เพราะฉะนั้น ข้อที่ว่าทำปาณาติบาตเพียงครั้งเดียว ก็ไปตกนรกได้นั้น  ท่านเปรียบบาปเหมือนของหนัก เช่นก้อนหินก้อนเล็กๆ ที่ทิ้งลงไปในน้ำก็ต้องจม ตัวอย่างเช่นปาณาติบาตที่ทำในเวลาใกล้ตาย หรือจิตไปนึกถึงปาณาติบาตหรือบาปอกุศลที่ตัวทำไว้เพียงครั้งเดียว แล้วกรรมนิมิตนั้นปรากฏชัด ก็พาไปอบายได้เหมือนกัน เพราะบาปจะคอยเหนี่ยวรั้งใจของผู้ตายให้ไปสุ่อบายภูมิ ในเรื่องความหมองหรือใสของใจนี้ พระยามิลินท์ได้ตรัสถามพระนาคเสนเอาไว้ว่า “ข้าแต่พระนาคเสน คำว่าผู้ไม่ได้ทำบุญตั้ง ๑๐๐ ปี แต่ในเวลาจะตาย ได้สติ นึกถึงพระพุทธเจ้าเพียงครั้งเดียว ก็ได้ไปเกิดในหมู่เทพยดา คำนี้โยมไม่เชื่อ และอีกอันหนึ่ง ที่กล่าวว่า ทำปาณาติบาตเพียงครั้งเดียว ก็ไปเกิดในนรกได้  คำนี้ โยมก็ไม่เชื่ออีกนั่นแหละ ขอพระคุณเจ้าโปรดวิสัชนาทำปัญหานี้ให้แจ่มแจ้งแก่โยมด้วยเถิด”
 
     พระเถระผู้ทรงปฏิภาณและปฏิสัมภิทาญาณ คือแตกฉานในด้านการโต้ตอบปัญหา ได้มีเถรวาทีวิสัชนาให้ฟังว่า “ขอถวายพระพร ก้อนหินเล็กๆ ทิ้งลงไปในน้ำ จะลอยขึ้นบนน้ำไม่ได้ ส่วนก้อนหินตั้ง ๑๐๐ เล่มเกวียน เขาขนลงเรือบรรทุก เรือก็ยังสามารถลอยอยู่บนน้ำได้ กุศลกรรมเปรียบเหมือนเรือ ธรรมดาเรือของพวกพ่อค้า มักจะบรรทุกของหนัก แต่ถ้าหากบรรทุกของหนักเกินไปเรือก็จมลงในน้ำได้ฉันใด นรชนทำบาปทีละน้อยๆ จนบาปมากขึ้น นาวาชีวิตไม่อาจดำรงอยู่ได้ ก็จมลงไปในนรกได้ฉันนั้น”
 
     สำหรับคำอธิบายเพิ่มเติมตรงนี้ หมายถึงว่า ผู้ที่ไม่ได้ทำบุญอะไรเอาไว้เลยตั้ง ๑๐๐ ปี  ครุกรรมหรืออาจิณกรรมไม่ปรากฏชัด ครั้นเวลาจะตาย ได้สตินึกถึงพระพุทธเจ้าเป็นอารมณ์เพียงครั้งเดียวเท่านั้น  ก็สามารถไปเกิดในสวรรค์ได้ แสดงให้เห็นว่า สิ่งที่ทำเวลาใกล้ตาย จะเป็นบุญหรือบาป ก็ให้ผลก่อนอย่างอื่น  เปรียบเหมือนโคตัวที่อยู่ปากคอก เมื่อเปิดประตูคอก ย่อมออกได้ก่อนตัวอื่น เพราะฉะนั้น ข้อที่ว่าทำปาณาติบาตเพียงครั้งเดียว ก็ไปตกนรกได้นั้น  ท่านเปรียบบาปเหมือนของหนัก เช่นก้อนหินก้อนเล็กๆ ที่ทิ้งลงไปในน้ำก็ต้องจม ตัวอย่างเช่นปาณาติบาตที่ทำในเวลาใกล้ตาย หรือจิตไปนึกถึงปาณาติบาตหรือบาปอกุศลที่ตัวทำไว้เพียงครั้งเดียว แล้วกรรมนิมิตนั้นปรากฏชัด ก็พาไปอบายได้เหมือนกัน เพราะบาปจะคอยเหนี่ยวรั้งใจของผู้ตายให้ไปสุ่อบายภูมิ

ดาวน์โหลดเอกสารเพิ่มเติม1 : Download? (4 kb)
ดาวน์โหลดเอกสารเพิ่มเติม2 : Download? (4 kb)
ดาวน์โหลดเอกสารเพิ่มเติม3 : Download? (4 kb)
ดาวน์โหลดเอกสารเพิ่มเติม4 : Download? (4 kb)
ดาวน์โหลดเอกสารเพิ่มเติม5 : Download? (4 kb)
   
เขียนเมื่อ 14 มิถุนายน 2560| อ่าน 420
เขียนโดย sarinrattana
 
 
  อ่านธรรมะวันนี้อื่นๆ 10 อันดับล่าสุด
 
การศึกษา 6
โน เจ อสฺส สกา พุทฺธิ วินโย วา สุสิกฺขิโต วเน อนฺธมหึโสว จเรยฺย พหุโก ชโน ถ้าไม่มีพุทธิปัญญา แลมิได้ศึกษาระเบียบวินัยคนทั้งหลายก็จะดำเนินชีวิต เหมือนดังกระบือบอดในกลางป่า[๐๔.๐๖] (๒๗/๑๐๔๘)
06/11/2561
เปิดอ่าน 29
 
โอวาทหลวงพ่อชา1
ฟังธรรมศึกษาธรรม ... ในคัมภีร์ แล้วไม่นำมา “ปฏิบัติ” ก็เหมือนกับถือผลไม้ไว้เท่านั้้น ยังไม่ได้กิน ยังไม่ได้ลิ้มรส ก็ไม่เกิดประโยชน์อะไร ...โอวาทธรรมของ หลวงพ่อชา สุภัทโท
23/06/2561
เปิดอ่าน 203
 
คำสอนท่านพ่อลี3
นักปราชญ์บัณฑิตนั้น ท่านเห็นว่าการอยู่การตาย ไม่สำคัญเท่ากับการทำประโยชน์ ถ้าการอยู่ของท่านมีประโยชน์ ต่อตนเองและผู้อื่นแล้ว ย่อมควรค่าต่อการเป็นมนุษย์...คำสอนท่านพ่อลี วัดอโศการาม
19/06/2561
เปิดอ่าน 148
 
คำสอนท่านพ่อลี2
ความเหนื่อยล้า...เป็นอุปสรรคสำหรับคนเดินทางไกล ...แต่การเดินทางไกลหรือหลงทาง ย่อมดีกว่าเดินทางผิดหรือมีจิตตั้งไว้ผิด คำสอนท่านพ่อลี วัดอโศการาม
16/06/2561
เปิดอ่าน 148
 
คำสอนท่านพ่อลี1
"โลก" เขาเอาสุขทางกายเป็นใหญ่ จิตใจจะทุกข์อย่างไร ก็ช่างมัน แต่ "ธรรม" เอาสุขทางใจเป็นใหญ่ เพราะถือว่าใจเป็นส่วนสำคัญยิ่ง คำสอนท่านพ่อลี ธัมมธโร วัดอโศการาม จ.สมุทรปราการ
16/06/2561
เปิดอ่าน 171
 
การศึกษา5
ทนฺโต เสฏฺโฐ มนุสฺเสสุ ในหมู่มนุษย์ คนประเสริฐ คือคนที่ฝึกแล้ว[๐๔.๐๕] (๒๕/๓๓)
30/04/2561
เปิดอ่าน 204
 
การศึกษา4
วรมสฺสตรา ทนฺตา อาชานียา จ สินฺธวา กุญฺชรา จ มหานาคา อตฺตทนฺโต ตโต วรํ อัสดร อาชาไนย สินธพ กุญชร และช้างหลวง ฝึกแล้วล้วนดีเลิศ แต่คนที่ฝึกตนแล้ว ประเสริฐยิ่งกว่านั้น[๐๔.๐๔] (๒๕/๓๓)
13/03/2561
เปิดอ่าน 247
 
การศึกษา3
อวิชฺชา นิปตตํ วรา บรรดาสิ่งที่โรยราร่วงหาย อวิชชาหมดไปได้เป็นดีที่สุด[๐๔.๐๓] (๑๕/๒๐๖)
10/01/2561
เปิดอ่าน 322
 
การศึกษา2
วิชฺชา อุปฺปตตํ เสฏฺฐา บรรดาสิ่งที่งอกงามขึ้นมา วิชชาประเสริฐสุด[๐๔.๐๒] (๑๕/๒๐๖)
06/01/2561
เปิดอ่าน 293
 
การศึกษา1
อวิชฺชา ปรมํ มลํ ความไม่รู้ เป็นมลทินที่สุดร้าย[๐๔.๐๑] (๒๓/๑๐๕)
31/12/2560
เปิดอ่าน 300
 
 
   
   
   
   
   
   
   
   
   
   
   
   
สถาบันวิปัสสนาธุระ
มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย
เลขที่ 79 หมู่ที่ 1 หลักกิโลเมตรที่ 55  ตำบลลำไทร
อำเภอวังน้อย จังหวัดพระนครศรีอยุธยา
รหัสไปรษณีย์ 13170
โทรศัพท์:
035-248000 ต่อ 8139, 8144
E-mail:
vipassana.officer@gmail.com
happiness2009@hotmail.com (แม่ชีศรินรัตน์)
พัฒนาเว็บไซต์โดย Schooljob ประกาศรับสมัครครู สมัครเป็นครู สมัครเป็นอาจารย์สอนสถานศึกษาทั่วประเทศ