มหาสติปัฏฐานสูตร

มหาสติปัฏฐานสูตร

จาก วิกิซอร์ซ
 
 
เอวัมเม สุตัง. อันข้าพเจ้า (พระอานนท์เถระ) ได้สดับมาแล้วอย่างนี้,
เอกัง สะมะยัง ภะคะวา กุรูสุ วิหะระติ, กัมมะสะธัมมัง นามะ กุรูนัง. สมัยหนึ่งพระผู้มีพระภาคเจ้าเสด็จอยู่ในหมู่ชนชาวกุรุ ชื่อกัมมาสธัมมะ,
ตัตตระโข ภะคะวา ภิกขู อามันเตสิ ภิกขะโวติ. ในกาลนั้นแลพระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสเตือนภิกษุทั้งหลายว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลายดังนี้,
ภะทันเตติ เต ภิกขู ภะคะวะโต ปัจจัสโสสุง. ภิกษุทั้งหลายเหล่านั้น ทูลรับพระพุทธพจน์ของพระผู้มีพระภาคเจ้าว่า พระเจ้าข้า ดังนี้,
ภะคะวา เอตะทะโวจะ. พระผู้มีพระภาคเจ้าจึงตรัสพุทธภาษิตนี้ว่า,
เอกายะโน อะยัง ภิกขะเว มัคโค สุตตานัง วิสุทธิยา. ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ทางนี้เป็นที่ไปอันเอก (เป็นที่ไปของบุคคลผู้เดียว เป็นที่ไปในที่แห่งเดียว) เพื่อความหมดจดวิเศษของสัตว์ทั้งหลาย,
โสกะปะริเทวานัง สะมะติกกะมายะ. เพื่อความก้าวล่วง ซึ่งความโศกและความร่ำไร,
ทุกขะโทมะนัสสานัง อัฏฐังคะมายะ. เพื่อความอัสดงค์ดับไปแห่งทุกข์และโทมนัส,
ญายัสสะ อธิคะมายะ. เพื่อบรรลุญายธรรม (ธรรมที่ควรรู้ ธรรมที่ถูก คือ อริยมรรค),
นิพพานัสสะ สัจฉิกิริยายะ. เพื่อกระทำพระนิพพานให้แจ้ง,
ยะทิทัง จัตตาโร สะติปัฏฐานา. ทางนี้คือสติปัฏฐาน (ธรรมเป็นที่ตั้งแห่งสติ) ๔ อย่าง,
กะตะมา จัตตาโร. สติปัฏฐาน ๔ อย่าง คืออะไรบ้าง?,
อิธะ ภิกขะเว ภิกขุ กาเย กายานุปัสสี วิหะระติ. ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ภิกษุในธรรมวินัยนี้ ย่อมพิจารณาเห็นกายในกายเนืองๆอยู่,
อาตาปี สัมปะชาโน สะติมา. มีความเพียรให้กิเลสเร่าร้อน มีสัมปชัญญะ มีสติ,
วิเนยยะ โลเก อะภิชฌาโทมะนัสสัง. พึงนำอภิชฌาและโทมนัส (ความยินดียินร้าย) ในโลกเสียให้พินาศ,
เวทะนาสุ เวทะนานุปัสสี วิหะระติ. เธอย่อมพิจารณาเห็นเวทนาในเวทนาเนืองๆ,
อาตาปี สัมปะชาโน สะติมา. มีความเพียรให้กิเลสเร่าร้อน มีสัมปชัญญะ มีสติ,
วิเนยยะ โลเก อะภิชฌาโทมะนัสสัง. พึงนำอภิชฌาและโทมนัสในโลกเสียให้พินาศ,
จิตเต จิตตานุปัสสี วิหะระติ. เธอย่อมพิจารณาเห็นจิตในจิตเนืองๆอยู่,
อาตาปี สัมปะชาโน สะติมา. มีความเพียรให้กิเลสเร่าร้อน มีสัมปชัญญะ มีสติ,
วิเนยยะ โลเก อะภิชฌาโทมะนัสสัง. พึงนำอภิชฌาและโทมนัสในโลกเสียให้พินาศ,
ธัมเมสุ ธัมมานุปัสสี วิหะระติ. เธอย่อมพิจารณาเห็นธรรมในธรรมเนืองๆอยู่,
อาตาปี สัมปะชาโน สะติมา. มีความเพียรให้กิเลสเร่าร้อน มีสัมปชัญญะ มีสติ,
วิเนยยะ โลเก อะภิชฌาโทมะนัสสัง. พึงนำอภิชฌาและโทมนัสในโลกเสียให้พินาศ,
อุทเทโส จบอุทเทส.



กายานุปัสสนา ว่าด้วยการพิจารณากาย


๑. อานาปาน (ข้อกำหนดการพิจารณาลมหายใจ)

กะถัญจะ ภิกขะเว ภิกขุ กเย กายานุปัสสี วิหะระติ. ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ภิกษุย่อมพิจารณาเห็นกายในกายอยู่เนืองๆ อย่างไรเล่า?,
อิธะ ภิกขะเว ภิกขุ. ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ภิกษุในธรรมวินัยนี้,
อะรัญญะคะโต วา. ไปแล้วสู่ป่าก็ดี,
รุกขะมูละคะโต วา. ไปแล้วสู่โคนไม้ก็ดี,
สุญญาคาระโต วา. ไปแล้วสู่เรือนว่างเปล่าก็ดี,
นิสีทะติ ปัลลังกัง อาภุชิตตะวา. นั่งคู้บัลลังก์,
อุชุ กายัง ปะณิธายะ. ตั้งกายให้ตรง,
ปะริมุขัง สะติง อุปัฏฐะเปตตะวา. ดำรงสติเฉพาะหน้า,
โส สะโต วา อัสสะสะติ. เธอย่อมมีสติหายใจเข้า,
สะโต ปัสสะสะติ. ย่อมมีสติหายใจออก,
ทีฆัง วา อัสสะสันโต. เมื่อหายใจเข้ายาว,
ทีฆัง อัสสะสามีติ ปะชานาติ. ก็รู้ชัดว่า เราหายใจเข้ายาว,
ทีฆัง วา ปัสสะสันโต. หรือเมื่อหายใจออกยาว,
ทีฆัง ปัสสะสามีติ ปะชานาติ. ก็รู้ชัดว่า เราหายใจออกยาว,
รัสสัง วา อัสสะสันโต. เมื่อหายใจเข้าสั้น,
รัสสัง อัสสะสามีติ ปะชานาติ. ก็รู้ชัดว่า เราหายใจเข้าสั้น,
รัสสัง วา ปัสสะสันโต. หรือเมื่อหายใจออกสั้น,
รัสสัง ปัสสะสามีติ ปะชานาติ. ก็รู้ชัดว่า เราหายใจออกสั้น,
สัพพะกายะปะฏิสังเวที อัสสะสิสสามีติ สิกขะติ. ย่อมสำเหนียกว่า เราจักเป็นผู้กำหนดรู้ตลอดกองลมหายใจทั้งปวง หายใจเข้า,
สัพพะกายะปะฏิสังเวที ปัสสะสิสสามีติ สิกขะติ. ย่อมสำเหนียกว่า เราจักเป็นผู้กำหนดรู้ตลอดกองลมหายใจทั้งปวง หายใจออก,
ปัสสัมภะยัง กายะสังขารัง อัสสะสิสสามีติ สิกขะติ. ย่อมสำเหนียกว่า เราจักระงับกายสังขาร (คือลมอัสสาสะปัสสาสะ) หายใจเข้า,
ปัสสัมภะยัง กายะสังขารัง ปัสสะสิสสามีติ สิกขะติ. ย่อมสำเหนียกว่า เราจักระงับกายสังขาร หายใจออก,
เสยยะถาปิ ภิกขะเว ทุกโข ภะมะกาโร วา ภะมะการันเตวาสี วา. ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย แม้ฉันใด นายช่างกลึง หรือลูกมือของนายช่างกลึงผู้ฉลาด,
ทีฆัง วา อัญฉันโต ทีฆัง อัญฉามีติ ปะชานาติ. เมื่อชักเชือกกลึงยาว ก็รู้ชัดว่าเราชักเชือกกลึงยาว,
รัสสัง วา อัญฉันโต รัสสัง อัญฉามีติ ปะชานาติ. หรือเมื่อชักเชือกกลึงสั้น ก็รู้ชัดว่า เราชักเชือกกลึงสั้น,
เอวะเมวะ โข ภิกขะเว ภิกขุ. ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ภิกษุก็ฉันนั้น นั่นแลฯ,
ทีฆัง วา อัสสะสันโต ทีฆัง อัสสะสามีติ ปะชานาติ. เมื่อหายใจเข้ายาวก็รู้ชัดว่า เราหายใจเข้ายาว,
ทีฆัง วา ปัสสะสันโต ทีฆัง ปัสสะสามีติ ปะชานาติ. หรือเมื่อหายใจออกยาว ก็รู้ชัดว่า เราหายใจออกยาว,
รัสสัง วา อัสสะสันโต รัสสัง อัสสะสามีติ ปะชานาติ. เมื่อหายใจเข้าสั้น ก็รู้ชัดว่า เราหายใจเข้าสั้น,
รัสสัง วา ปัสสะสันโต รัสสัง ปัสสะสามีติ ปะชานาติ. หรือเมื่อหายใจออกสั้น ก็รู้ชัดว่า เราหายใจออกสั้น,
สัพพะกายะปะฏิสังเวที อัสสะสิสสามีติ สิกขะติ. ย่อมสำเหนียกว่า เราจักเป็นผู้กำหนดรู้ตลอดกองลมหายใจทั้งปวง หายใจเข้า,
สัพพะกายะปะฏิสังเวที ปัสสะสิสสามีติ สิกขะติ. ย่อมสำเหนียกว่า เราจักเป็นผู้กำหนดรู้ตลอดกองลมหายใจทั้งปวง หายใจออก,
ปัสสัมภะยัง กายะสังขารัง อัสสะสิสสามีติ สิกขะติ. ย่อมสำเหนียกว่า เราจักระงับกายสังขาร หายใจเข้า,
ปัสสัมภะยัง กายะสังขารัง ปัสสะสิสสามีติ สิกขะติ. ย่อมสำเหนียกว่า เราจักระงับ กายสังขาร หายใจออก,
อิติ อัชฌัตตัง วา กาเย กายานุปัสสี วิหะระติ. ดังนี้ ภิกษุย่อมพิจารณาเห็นกายในกาย เป็นภายในบ้าง,
พะหิทธา วา กาเย กายานุปัสสี วิหะระติ. ย่อมพิจารณาเห็นกายในกาย เป็นภายนอกบ้าง,
อัชฌัตตะพะหิทธา วา กาเย กายานุปัสสี วิหะระติ. ย่อมพิจารณาเห็นกายในกาย ทั้งภายในทั้งภายนอกบ้าง,
สะมุทะยะธัมมานุปัสสี วา กายัสสมิง วิหะระติ. ย่อมพิจารณาเห็นธรรมดา คือความเกิดขึ้นในกายบ้าง,
วะยะธัมมานุปัสสี วา กายัสสมิง วิหะระติ. ย่อมพิจารณาเห็นธรรมดา คือความเสื่อมไปในกายบ้าง,
สะมุทะยะวะยะธัมมานุปัสสี วา กายัสสมิง วิหะระติ. ย่อมพิจารณาเห็นธรรมดา คือทั้งความเกิดขึ้น ทั้งความเสื่อมไปในกายบ้าง,
อัตถิ กาโยติ วา ปะนัสสะ สะติปัจจุปัฏฐิตา โหติ. ก็หรือสติว่ากายมีอยู่ เข้าไปตั้งอยู่เฉพาะหน้าแก่เธอนั้น,
ยาวะเทวะ ญาณะมัตตายะ. แต่เพียงสักว่าเป็นที่รู้,
ปะติสสะติมัตตายะ. แต่เพียงสักว่าเป็นที่อาศัยระลึก,
อะนิสสิโต จะ วิหะระติ. เธอย่อมไม่ติดอยู่ด้วย,
นะ จะ กิญจิ โลเก อุปาทิยะติ. ย่อมไม่ยึดถืออะไรๆในโลกด้วย,
เอวัมปิ ภิกขะเว ภิกขุ กาเย กายานุปัสสี วิหะระติ. ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ภิกษุย่อมพิจารณาเห็นกายในกายเนืองๆ อยู่อย่างนี้แลฯ,

อานาปานะปัพพัง. จบข้อกำหนดด้วยลมหายใจเข้าออก.


๒.อิริยาบถ (ข้อกำหนดการพิจารณาอิริยาบถ)

ปุนะ จะปะรัง ภิกขะเว ภิกขุ. ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ข้ออื่นยังมีอยู่อีกภิกษุ,
คัจฉันโต วา คัจฉามีติ ปะชานาติ. เมื่อเดินอยู่ ก็รู้ชัดว่า (เดี๋ยวนี้) เราเดิน,
ฐิโต วา ฐิโตมหีติ ปะชานาติ. หรือเมื่อยืน ก็รู้ชัดว่า (เดี๋ยวนี้) เรายืน,
นิสินโน วา นิสินโนมหีติ ปะชานาติ. หรือเมื่อนั่ง ก็รู้ชัดว่า (เดี๋ยวนี้) เรานั่ง,
สะยาโน วา สะยาโนมหีติ ปะชานาติ. หรือเมื่อนอน ก็รู้ชัดว่า (เดี๋ยวนี้) เรานอน,
ยะถา ยะถา วา ปะนัสสะ กาโย ปะณิหิโต โหติ. อนึ่ง เมื่อเธอนั้น เป็นผู้ตั้งกายไว้แล้วอย่างใดๆ,
ตะถา ตะถา นัมปะชานาติ. ก็ย่อมรู้ชัดอาการกายนั้น อย่างนั้นๆ,
อิติ อัชฌัตตัง วา กาเย กายานุปัสสี วิหะระติ. ดังนี้ ภิกษุย่อมพิจารณาเห็นกายในกาย เป็นภายในบ้าง,
พะหิทธา วากาเย กายานุปัสสี วิหะระติ. ย่อมพิจารณาเห็นกายในกาย เป็นภายนอกบ้าง,
อัชฌัตตะพะหิทธา วา กาเย กายานุปัสสี วิหะระติ. ย่อมพิจารณาเห็นกายในกาย ทั้งภายในบ้างทั้งภายนอกบ้าง,
สะมุทะยะธัมมานุปัสสี วา กายัสสมิง วิหะระติ. ย่อมพิจารณาเห็นธรรมดา คือความเกิดขึ้นในกายบ้าง,
วะยะธัมมานุปัสสี วา กายัสสมิง วิหะระติ. ย่อมพิจารณาเห็นธรรมดา คือความเสื่อมไปในกายบ้าง,
สะมุทะยะวะยะธัมมานุปัสสี วา กายัสสมิง วิหะระติ. ย่อมพิจารณาเห็นธรรมดา คือทั้งความเกิดขึ้น ทั้งความเสื่อมไปในกายบ้าง,
อัตถิ กาโยติ วา ปะนัสสะ สะติปัจจุปัฏฐิตา โหติ. ก็หรือสติว่ากายมีอยู่ เข้าไปตั้งอยู่เฉพาะหน้าแก่เธอนั้น,
ยาวะเทวะ ญาณะมัตตายะ. แต่เพียงสักว่าเป็นที่รู้, ปะติสสะติมัตตายะ. แต่เพียงสักว่าเป็นที่อาศัยระลึก,
อะนิสสิโต จะ วิหะระติ. เธอย่อมไม่ติดอยู่ด้วย,
นะ จะ กิญจิ โลเก อุปาทิยะติ. ย่อมไม่ติดยึดอะไรๆในโลกด้วย,
เอวัมปิ ภิกขะเว ภิกขุ กาเย กายานุปัสสี วิหะระติ. ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ภิกษุย่อมพิจารณาเห็นกายในกายเนืองๆอยู่อย่างนี้ฯ,

อิริยาปะถะปัพพัง จบข้อกำหนดด้วยอิริยาบถ


๓. สัมปชัญญะ (ข้อกำหนดการพิจารณาสัมปชัญญะ)

ปุนะ จะปะรัง ภิกขะเว ภิกขุ. ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ข้ออื่นยังมีอยู่อีก ภิกษุ,
อะภิกกันเต ปะฏิกกันเต สัมปะชานะการี โหติ. ย่อมเป็นผู้ทำสัมปชัญญะ(ความเป็นผู้รู้ทั่วพร้อม) ในการก้าวไปข้างหน้า และถอยกลับมาข้างหลัง,
อาโลกิเต วิโลกิเต สัมปะชานะการี โหติ. ย่อมเป็นผู้ทำสัมปชัญญะ ในการแลไปข้างหน้า และเหลียวไปข้างซ้าย ข้างขวา,
สัมมิญชิเต ปะสาริเต สัมปะชานะการี โหติ. ย่อมเป็นผู้ทำสัมปชัญญะ ในการคู้อวัยวะเข้า เหยียดอวัยวะออก,
สังฆาฏิ ปัตตะ จีวะระ ธาระเณ สัมปะชานะการี โหติ. ย่อมเป็นผู้ทำสัมปะชัญญะ ในการทรงผ้าสังฆาฏิ บาตร และจีวร,
อะสิเต ปิเต ขายิเต สายิเต สัมปะชานะการี โหติ. ย่อมเป็นผู้ทำสัมปชัญญะ ในการ กิน ดื่ม เคี้ยว และลิ้ม, อุจจาระปัสสาวะ,
กัมเม สัมปะชานะการี โหติ. ย่อมเป็นผู้ทำสัมปชัญญะ ในการถ่ายอุจจาระปัสสาวะ,
คะเต ฐิเต นิสินเน สุตเต ชาคะริเต ภาสิเต ตุณหีภาเว สัมปะชานะการี โหติ. ย่อมเป็นผู้ทำสัมปชัญญะในการเดิน ยืน นี่ง หลับ ตื่น พูด และความเป็นผู้นิ่งอยู่,
อิติ อัชฌัตตัง วา กาเย กายานุปัสสี วิหะระติ. ดังนี้ ภิกษุย่อมพิจารณาเห็นกายในกาย เป็นภายในบ้าง,
พะหิทธา วา กาเย กายานุปัสสี วิหะระติ. ย่อมพิจารณาเห็นกายในกาย เป็นภายนอกบ้าง,
อัชฌัตตะพะหิทธา วา กาเย กายานุปัสสี วิหะระติ. ย่อมพิจารณาเห็นกายในกาย ทั้งภายในทั้งภายนอกบ้าง,
สะมุทะยะธัมมานุปัสสี วา กายัสสมิง วิหะระติ. ย่อมพิจารณาเห็นธรรมดา คือความเกิดขึ้นในกายบ้าง,
วะยะธัมมานุปัสสี วา กายัสสมิง วิหะระติ. ย่อมพิจารณาเห็นธรรมดา คือความเสื่อมไปในกายบ้าง,
สะมุทะยะวะยะธัมมานุปัสสี วา กายัสสมิง วิหะระติ. ย่อมพิจารณาเห็นธรรมดา คือทั้งความเกิดขึ้น ทั้งความเสื่อมไปในกายบ้าง,
อัตถิ กาโยติ วา ปะนัสสะ สะติ ปัจจุปัฏฐิตา โหติ. ก็หรือสติว่ากายมีอยู่ เข้าไปตั้งอยู่เฉพาะหน้าแก่เธอนั้น,
ยาวะเทวะ ญาณะมัตตายะ. แต่เพียงสักว่าเป็นที่รู้,
ปะติสสะติมัตตายะ. แต่เพียงสักว่าเป็นที่อาศัยระลึก,
อะนิสสิโต จะ วิหะระติ. เธอย่อมไม่ติดอยู่ด้วย,
นะ จะ กิญจิ โลเก อุปาทิยะติ. ย่อมไม่ยึดถืออะไรๆในโลกด้วย,
เอวัมปิ ภิกขะเว ภิกขุ กาเย กายานุปัสสี วิหะระติ. ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ภิกษุย่อมพิจารณาเห็นกายในกายเนืองๆอยู่อย่างนี้,

สัมปะชัญญะปัพพัง จบข้อกำหนดด้วยสัมปชัญญะ


๔. ปฏิกูล (ข้อกำหนดการพิจารณาสิ่งเป็นปฏิกูล)

ปุนะ จะปะรัง ภิกขะเว ภิกขุ. ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ข้ออื่นยังมีอยู่อีก ภิกษุ,
อิมะเมวะ กายัง อุทธัง ปาทะตะลา อะโธ เกสะมัตถะกา ตะจะปะริยันตัง ปูรันนานัปปะการัสสะ อะสุจิโน ปัจจะเวกขะติ. ย่อมพิจารณากายนี้นี่แล เบื้องบนแต่พื้นเท้าขึ้นไป เบื้องต่ำแต่ปลายผมลงมา มีหนังหุ้มอยู่เป็นที่สุดโดยรอบ เต็มด้วยของไม่สะอาดมีประการต่างๆว่า,
อัตถิ อิมัสสมิง กาเย. มีอยู่ในกายนี้,
เกสา โลมา นะขา. ผม ขน เล็บ,
ทันตา ตะโจ. ฟัน หนัง,
มังสัง นะหารู. เนื้อ เอ็น,
อัฏฐี อัฏฐีมิญชัง. กระดูก เยื่อในกระดูก,
วักกัง หะทะยัง ยะกะนัง. ม้าม หัวใจ ตับ,
กิโลมะกัง ปิหะกัง ปัปผาสัง. พังผืด ไต ปอด,
อันตัง อันตะคุณัง. ไส้ใหญ่ ไส้น้อย (สายรัดไส้ ไส้ทบ),
อุทะริยัง กะรีสัง. อาหารใหม่ อาหารเก่า,
ปิตตัง เสมหัง ปุพโพ. น้ำดี น้ำเสลด น้ำเหลือง,
โลหิตัง เสโท เมโท. น้ำเลือด น้ำเหงื่อ น้ำมันข้น,
อัสสุ วะสา เขโฬ. น้ำตา น้ำมันเหลว น้ำลาย,
สิงฆาณิกา ละสิกา มุตตันติ. น้ำมูก น้ำไขข้อ น้ำมูตร,
เสยยะถาปิ ภิกขะเว. ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย แม้ฉันใด,
อุภะโตมุขา มูโตฬี. ไถ้มีปาก ๒ ข้าง,
ปูรา นานาวิหิตัสสะ ธัญญัสสะ. เต็มด้วยธัญญชาติมีประการต่างๆ,
เสยยะถีทัง. คืออะไรบ้าง,
สาลีนัง วีหีนัง. คือข้าวสาลี ข้าวเปลือก,
มุคคานัง มาสานัง. ถั่วเขียว ถั่วเหลือง,
ติลานัง ตัณฑุลานัง. งา ข้าวสาร,
ตะเมนัง จักขุมา ปุริโส มุญจิตวา. บุรุษมีจักษุแก้ไถ้นั้นออกแล้ว,
ปัจจะเวกเขยยะ. พึงเห็นได้ว่า, อิเม สาลี. เหล่านี้ ข้าวสาลี,
อิเม วีหี. เหล่านี้ ข้าวเปลือก,
อิเม มุคคา. เหล่านี้ ถั่วเขียว,
อิเม มาสา. เหล่านี้ ถั่วเหลือง,
อิเม ติลา. เหล่านี้ งา,
อิเม ตัณฑุลาติ. เหล่านี้ ข้าวสาร,
เอวะเมวะ โข ภิกขะเว ภิกขุ. ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ฉันนั้นนั่นแลภิกษุ,
อิมะเมวะ กายัง อุทธัง ปาทะตะลา อะโธ เกสะมัตถะกา ตะจะปะริยันตัง ปูรันนานัปปะการัสสะ อะสุจิโน ปัจจะเวกขะติ. ย่อมพิจารณากายนี้นี่แล เบื้องบนแต่พื้นเท้าขึ้นมา เบื้องต่ำแต่ปลายผมลงไป มีหนังหุ้มอยู่เป็นที่สุดโดยรอบ เต็มไปด้วยของไม่สะอาดมีประการต่างๆว่า, อัตถิ อิมัสสมิง กาเย. มีอยู่ในกายนี้, เกสา โลมา นะขา. ผม ขน เล็บ, ทันตา ตะโจ. ฟัน หนัง, มังสัง นะหารู. เนื้อ เอ็น, อัฏฐี อัฏฐีมิญชัง. กระดูก เยื่อในกระดูก, วักกัง หะทะยัง ยะกะนัง. ม้าม หัวใจ ตับ, กิโลมะกัง ปิหะกัง ปัปผาสัง. ผังผืด ไต ปอด, อันตัง อันตะคุณัง. ไส้ใหญ่ ไส้น้อย, อุทะริยัง กะรีสัง. อาหารใหม่ อาหารเก่า, ปิตตัง เสมหัง ปุพโพ. น้ำดี น้ำเสลด น้ำเหลือง, โลหิตัง เสโท เมโท. น้ำเลือด น้ำเหงื่อ น้ำมันข้น, อัสสุ วะสา เขโฬ. น้ำตา น้ำมันเหลว น้ำลาย, สิงฆาณิกา ละสิกา มุตตันติ. น้ำมูก น้ำไขข้อ น้ำมูตร, อิติ อัชฌัตตัง วา กาเย กายานุปัสสี วิหะระติ. ดังนี้ภิกษุย่อมพิจารณาเห็นกายในกาย เป็นภายในบ้าง,
พะหิทธา วา กาเย กายานุปัสสี วิหะระติ. ย่อมพิจารณาเห็นกายในกาย เป็นภายนอกบ้าง,
อัชฌัตตะพะหิทธา วา กาเย กายานุปัสสี วิหะระติ. ย่อมพิจารณาเห็นกายในกาย ทั้งภายในทั้งภายนอกบ้าง,
สะมุทะยะธัมมานุปัสสี วา กายัสสมิง วิหะระติ. ย่อมพิจารณาเห็นธรรมดา คือความเกิดขึ้นในกายบ้าง,
วะยะธัมมานุปัสสี วา กายัสสมิง วิหะระติ. ย่อมพิจารณาเห็นธรรมดา คือความเสื่อมไปในกายบ้าง,
สะมุทะยะวะยะธัมมานุปัสสี วา กายัสสมิง วิหะระติ. ย่อมพิจารณาเห็นธรรมดา คือทั้งความเกิดขึ้น ทั้งความเสื่อมไปในกายบ้าง,
อัตถิ กาโยติ วา ปะนัสสะ สะติ ปัจจุปัฏฐิตา โหติ. ก็หรือสติว่ากายมีอยู่ เข้าไปตั้งอยู่เฉพาะหน้าแก่เธอนั้น,
ยาวะเทวะ ญาณะมัตตายะ. แต่เพียงสักว่าเป็นที่รู้,
ปะติสสะติมัตตายะ. แต่เพียงสักว่าเป็นที่อาศัยระลึก,
อะนิสสิโต จะ วิหะระติ. เธอย่อมไม่ติดอยู่ด้วย,
นะ จะ กิญจิ โลเก อุปาทิยะติ. ย่อมไม่ยึดถืออะไรๆในโลกด้วย,
เอวัมปิ ภิกขะเว ภิกขุ กาเย กายานุปัสสี วิหะระติ. ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ภิกษุย่อมพิจารณาเห็นกายในกายเนืองๆ อยู่อย่างนี้,ฯ

ปะฏิกกูละปัพพัง จบข้อกำหนดด้วยกายเป็นของปฏิกูล


๕. ธาตุ (ข้อกำหนดการพิจารณาธาตุทั้ง ๔)

ปุนะ จะปะรัง ภิกขะเว ภิกขุ. ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ข้ออื่นยังมีอยู่อีก ภิกษุ,
อิมะเมวะ กายัง ยะถาฐิตัง ยะถาปะณิหิตัง ธาตุโส ปัจจะเวกขะติ. ย่อมพิจารณากายอันตั้งอยู่ตามที่ตั้งอยู่ตามปกตินี่แล โดยความเป็นธาตุว่า,
อัตถิ อิมัสสมิง กาเย. มีอยู่ในกายนี้,
ปะฐะวีธาตุ อาโปธาตุ. ธาตุดิน ธาตุน้ำ,
เตโชธาตุ วาโยธาตุ. ธาตุไฟ ธาตุลม,
เสยยะถาปิ ภิกขะเว. ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย แม้ฉันใด,
ทุกโข โคฆาตะโก วา โคฆาตะกันเตวาสี วา. คนฆ่าโค หรือลูกมือของคนฆ่าโคผู้ฉลาด,
คาวิง วะธิตวา. ฆ่าแม่โคแล้ว,
จาตุมมะหาปะเถ วิละโส ปะฏิวิภะชิตตะวา นิสินโน อัสสะ. พึงแบ่งออกเป็นส่วน แล้วนั่งอยู่ที่หนทางใหญ่ ๔ แพร่ง,
เอวะเมวะ โข ภิกขะเว ภิกขุ. ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ฉันนั้นนั่นแล ภิกษุ,ฯ
อิมะเมวะ กายัง ยะถาฐิตัง ยะถาปะณิหิตัง ธาตุโส ปัจจะเวกขะติ. ย่อมพิจารณากาย อันตั้งอยู่ตามที่ตั้งอยู่ตามปกตินี้นี่แล โดยความเป็นธาตุว่า,
อัตถิ อิมัสสมิง กาเย. มีอยู่ในกายนี้,
ปะฐะวีธาตุ อาโปธาตุ. ธาตุดิน ธาตุน้ำ,
เตโชธาตุ วาโยธาตูติ. ธาตุไฟ ธาตุลม,
อิติ อัชฌัตตัง วา กาเย กายานุปัสสี วิหะระติ. ดังนี้ ภิกษุย่อมพิจารณาเห็นกายในกาย เป็นภายในบ้าง,
พะหิทธา วา กาเย กายานุปัสสี วิหะระติ. ย่อมพิจารณาเห็นกายในกาย เป็นภายนอกบ้าง,
อัชฌัตตะพะหิทธา วา กาเย กายานุปัสสี วิหะระติ. ย่อมพิจารณาเห็นกายในกาย ทั้งภายในทั้งภายนอกบ้าง,
สะมุทะยะธัมมานุปัสสี วา กายัสสมิง วิหะระติ. ย่อมพิจารณาเห็นธรรมดา คือความเกิดขึ้นในกายบ้าง,
วะยะธัมมานุปัสสี วา กายัสสมิง วิหะระติ. ย่อมพิจารณาเห็นธรรมดา คือความเสื่อมไปในกายบ้าง,
สะมุทะยะวะยะธัมมานุปัสสี วา กายัสสมิง วิหะระติ. ย่อมพิจารณาเห็นธรรมดา คือทั้งความเกิดขึ้นทั้งความเสื่อมไปในกายบ้าง,
อัตถิ กาโยติ วา ปะนัสสะ สะติปัจจุปัฏฐิตา โหติ. ก็หรือสติว่ากายมีอยู่ เข้าไปตั้งอยู่เฉพาะหน้าแก่เธอนั้น,
ยาวะเทวะ ญาณะมัตตายะ. แต่เพียงสักว่าเป็นที่รู้,
ปะติสสะติมัตตายะ. แต่เพียงสักว่าเป็นที่อาศัยระลึก,
อะนิสสิโต จะ วิหะระติ. เธอย่อมไม่ติดอยู่ด้วย,
นะ จะ กิญจิ โลเก อุปะทิยะติ. ย่อมไม่ยึดถืออะไรๆในโลกด้วย,
เอวัมปิ ภิกขะเว ภิกขุ กาเย กายานุปัสสี วิหะระติ. ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ภิกษุย่อมพิจารณาเห็นกายในกายเนืองๆอยู่อย่างนี้,ฯ

ธาตุปัพพัง จบข้อกำหนดด้วยธาตุ


๖. ซากศพ (ข้อกำหนดการพิจารณาซากศพ)

๖.๑
ปุนะ จะปะรัง ภิกขะเว ภิกขุ. ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ข้ออื่นยังมีอยู่อีก ภิกษุ,
เสยยะถาปิ ปัสเสยยะ สะรีรัง. เหมือนกะว่าจะพึงเห็นสรีระ(ซากศพ),
สีวะถิกายะ ฉัฑฑิตัง. ที่เขาทิ้งไว้แล้วในป่าช้า,
เอกาหะมะตัง วา. ตายแล้ววันหนึ่ง, ทวีหะมะตัง วา. หรือตายแล้ว ๒วัน,
ตีหะมะตัง วา. หรือตายแล้ว ๓ วัน,
อุทธุมาตะกัง วินีละกัง. อันพองขึ้น สีเขียวน่าเกลียด,
วิปุพพะกะชาตัง. เป็นสีระมีน้ำเหลืองไหลน่าเกลียด,
โส อิมะเมวะ กายัง อุปะสังหะระติ. เธอก็น้อมเข้ามาสู่กายนี้นี่แลว่า,
อะยัมปิ โข กาโย. ถึงร่างกายอันนี้นี่เล่า,
เอวังธัมโม. ก็มีอย่างนี้เป็นธรรมดา,
เอวังภาวี. คงเป็นอย่างนี้,
เอวัง อะนะตีโตติ. ไม่ล่วงพ้นความเป็นอย่างนี้ไปได้,
อิติ อัชฌัตตัง วา กาเย กายานุปัสสี วิหะระติ. ดังนี้ ภิกษุย่อมพิจารณาเห็นกายในกาย เป็นภายในบ้าง,
พะหิทธา วา กาเย กายานุปัสสี วิหะระติ. ย่อมพิจารณาเห็นกายในกาย เป็นภายนอกบ้าง,
อัชฌัตตะพะหิทธา วา กาเย กายานุปัสสี วิหะระติ. ย่อมพิจารณาเห็นกายในกาย ทั้งภายในทั้งภายนอกบ้าง,
สะมุทะยะธัมมานุปัสสี วา กายัสสมิง วิหะระติ. ย่อมพิจารณาเห็นธรรมดา คือความเกิดขึ้นในกายบ้าง,
วะยะธัมมานุปัสสี วา กายัสสมิง วิหะระติ. ย่อมพิจารณาเห็นธรรมดา คือความเสื่อมไปในกายบ้าง,
สะมุทะยะวะยะธัมมานุปัสสี วา กายัสสมิง วิหะระติ. ย่อมพิจารณาเห็นธรรมดา คือทั้งความเกิดขึ้น ทั้งความเสื่อมไปในกายบ้าง,
อัตถิ กาโยติ วา ปะนัสสะ สะติปัจจุปัฏฐิตา โหติ. ก็หรือสติว่ากายมีอยู่ เข้าไปตั้งอยู่เฉพาะหน้าแก่เธอนั้น,
ยาวะเทวะ ญาณะมัตตายะ. แต่เพียงสักว่าเป็นที่รู้,
ปะติสสะติมัตตายะ. แต่เพียงสักว่าเป็นที่อาศัยระลึก,
อะนิสสิโต จะ วิหะระติ. เธอย่อมไม่ติดอยู่ด้วย,
นะ จะ กิญจิ โลเก อุปาทิยะติ. ย่อมไม่ยึดถืออะไรๆในโลกด้วย,
เอวัมปิ ภิกขะเว ภิกขุ กาเย กายานุปัสสี วิหะระติ. ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ภิกษุย่อมพิจารณาเห็นกายในกายเนืองๆอยู่อย่างนี้แล,

๖.๒
ปุนะ จะปะรัง ภิกขะเว ภิกขุ. ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ข้ออื่นยังมีอยู่อีก ภิกษุ,
เสยยะถาปิ ปัสเสยยะ สะรีรัง. เหมือนกะว่าจะพึงเห็นสะรีระ(ซากศพ),
สีวะถิกายะ ฉัฑฑิตัง. ที่เขาทิ้งไว้แล้วในป่าช้า,
กาเกหิ วา ขัชชะมานัง. อันฝูงกาจิกกินอยู่บ้าง,
คิชเฌหิ วา ขัชชะมานัง. ฝูงแร้งกินจิกอยู่บ้าง,
กุละเลหิ วา ขัชชะมานัง. ฝูงนกตะกรุมจิกกินอยู่บ้าง,
สุวาเณหิ วา ขัชชะมานัง. หมู่สุนัขกัดกินอยู่บ้าง,
สิงคาเลหิ วา ขัชชะมานัง. หมู่สุนัขจิ้งจอกกัดกินอยู่บ้าง,
วิวิเธหิ วา ปาณะกะชาเตหิ ขัชชะมานัง. หมู่สัตว์ตัวเล็กๆ ต่างๆ กัดกินอยู่บ้าง,
โส อิมะเมวะ กายัง อุปะสังหะระติ. เธอก็น้อมเข้ามาสู่กายนี้นี่แลว่า,
อะยัมปิ โข กาโย. ถึงร่างกายอันนี้นี่เล่า,
เอวังธัมโม. ก็มีอย่างนี้เป็นธรรมดา,
เอวังภาวี. คงเป็นอย่างนี้,
เอวัง อะนะตีโตติ. ไม่ล่วงพ้นความเป็นอย่างนี้ไปได้,
อิติ อัชฌัตตัง วา กาเย กายานุปัสสี วิหะระติ. ดังนี้ ภิกษุย่อมพิจารณาเห็นกายในกาย เป็นภายในบ้าง,
พะหิทธา วา กาเย กายานุปัสสี วิหะระติ. ย่อมพิจารณาเห็นกายในกาย เป็นภายนอกบ้าง,
อัชฌัตตะพะหิทธา วา กาเย กายานุปัสสี วิหะระติ. ย่อมพิจารณาเห็นกายในกาย ทั้งภายในทั้งภายนอกบ้าง,
สะมุทะยะธัมมานุปัสสี วา กายัสสมิง วิหะระติ. ย่อมพิจารณาเห็นธรรมดา คือความเกิดขึ้นในกายบ้าง,
วะยะธัมมานุปัสสี วา กายัสสมิง วิหะระติ. ย่อมพิจารณาเห็นธรรมดา คือความเสื่อมไปในกายบ้าง,
สะมุทะยะวะยะธัมมานุปัสสี วา กายัสสมิง วิหะระติ. ย่อมพิจารณาเห็นธรรมดา คือทั้งความเกิดขึ้น ทั้งความเสื่อมไปในกายบ้าง,
อัตถิ กาโยติ วา ปะนัสสะ สะติปัจจุปัฏฐิตา โหติ. ก็หรือสติว่ากายมีอยู่ เข้าไปตั้งอยู่เฉพาะหน้าแก่เธอนั้น,
ยาวะเทวะ ญาณะมัตตายะ. แต่เพียงสักว่าเป็นที่รู้,
ปะติสสะติมัตตายะ. แต่เพียงสักว่าเป็นที่อาศัยระลึก,
อะนิสสิโต จะ วิหะระติ. เธอย่อมไม่ติดอยู่ด้วย,
นะ จะ กิญจิ โลเก อุปาทิยะติ. ย่อมไม่ยึดถืออะไรๆในโลกด้วย,
เอวัมปิ ภิกขะเว ภิกขุ กาเย กายานุปัสสี วิหะระติ. ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ภิกษุทั้งหลายย่อมพิจารณาเห็นกายในกายเนืองๆอยู่อย่างนี้.

๖.๓
ปุนะ จะปะรัง ภิกขะเว ภิกขุ. ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ข้ออื่นยังมีอยู่อีก ภิกษุ,
เสยยะถาปิ ปัสเสยยะ สะรีรัง. เหมือนกะว่าจะพึงเห็นสะรีระ(ซากศพ),
สีวะถิกายะ ฉัฑฑิตัง. ที่เขาทิ้งไว้แล้วในป่าช้า,
อัฏฐิสังขะลิกัง. เป็นร่างกระดูก, สะมังสะโลหิตัง. ยังมีเนื้อและเลือด,
นะหารุสัมพันธัง. อันเส้นเอ็นรัดรึงอยู่,
โส อิมะเมวะ กายัง อุปะสังหะระติ. เธอก็น้อมเข้ามาสู่กายนี้นี่แลว่า,
อะยัมปิ โข กาโย. ถึงร่างกายอันนี้เล่า,
เอวังธัมโม. ก็มีอย่างนี้เป็นธรรมดา,
เอวังภาวี. คงเป็นอย่างนี้,
เอวัง อะนะตีโตติ. ไม่ล่วงพ้นความเป็นอย่างนี้ไปได้,
อิติ อัชฌัตตัง วา กาเย กายานุปัสสี วิหะระติ. ดังนี้ ภิกษุย่อมพิจารณาเห็นกายในกาย เป็นภายในบ้าง,
พะหิทธา วา กาเย กายานุปัสสี วิหะระติ. ย่อมพิจารณาเห็นกายในกาย เป็นภายนอกบ้าง,
อัชฌัตตะพะหิทธา วา กาเย กายานุปัสสี วิหะระติ. ย่อมพิจารณาเห็นกายในกาย ทั้งภายในทั้งภายนอกบ้าง,
สะมุทะยะธัมมานุปัสสี วา กายัสสมิง วิหะระติ. ย่อมพิจารณาเห็นธรรมดา คือความเกิดขึ้นในกายบ้าง,
วะยะธัมมานุปัสสี วา กายัสสมิง วิหะระติ. ย่อมพิจารณาเห็นธรรมดา คือความเสื่อมไปในกายบ้าง,
สะมุทะยะวะยะธัมมานุปัสสี วา กายัสสมิง วิหะระติ. ย่อมพิจารณาเห็นธรรมดา คือทั้งความเกิดขึ้น ทั้งความเสื่อมไปในกายบ้าง,
อัตถิ กาโยติ วา ปะนัสสะ สะติปัจจุปัฏฐิตา โหติ. ก็หรือสติว่ากายมีอยู่ เข้าไปตั้งอยู่เฉพาะหน้าแก่เธอนั้น,
ยาวะเทวะ ญาณะมัตตายะ. แต่เพียงสักว่าเป็นที่รู้,
ปะติสสะติมัตตายะ. แต่เพียงสักว่าเป็นที่อาศัยระลึก,
อะนิสสิโต จะ วิหะระติ. เธอย่อมไม่ติดอยู่ด้วย,
นะ จะ กิญจิ โลเก อุปาทิยะติ. ย่อมไม่ยึดถืออะไรๆในโลกด้วย,
เอวัมปิ ภิกขะเว ภิกขุ กาเย กายานุปัสสี วิหะระติ. ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ภิกษุทั้งหลายย่อมพิจารณาเห็นกายในกายเนืองๆอยู่อย่างนี้.

๖.๔
ปุนะ จะปะรัง ภิกขะเว ภิกขุ. ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ข้ออื่นยังมีอยู่อีก ภิกษุ,
เสยยะถาปิ ปัสเสยยะ สะรีรัง. เหมือนกะว่าจะพึงเห็นสะรีระ (ซากศพ),
สีวะถิกายะ ฉัฑฑิตัง. ที่เขาทิ้งไว้แล้วในป่าช้า,
อัฏฐิสังขะลิกัง. เป็นร่างกระดูก,
นิมมังสะโลหิตัง มักขิตัง. เปื้อนด้วยเลือด แต่ปราศจากเนื้อแล้ว,
นะหารุสัมพันธัง. ยังมีเส้นเอ็นรัดรึงอยู่,
โส อิมะเมวะ กายัง อุปะสังหะระติ. เธอก็น้อมเข้ามาสู่กายนี้นี่แลว่า,
อะยัมปิ โข กาโย. ถึงร่างกายอันนี้เล่า,
เอวังธัมโม. ก็มีอย่างนี้เป็นธรรมดา,
เอวังภาวี. คงเป็นอย่างนี้,
เอวัง อะนะตีโตติ. ไม่ล่วงพ้นความเป็นอย่างนี้ไปได้,
อิติ อัชฌัตตัง วา กาเย กายานุปัสสี วิหะระติ. ดังนี้ ภิกษุย่อมพิจารณาเห็นกายในกาย เป็นภายในบ้าง,
พะหิทธา วา กาเย กายานุปัสสี วิหะระติ. ย่อมพิจารณาเห็นกายในกาย เป็นภายนอกบ้าง,
อัชฌัตตะพะหิทธา วา กาเย กายานุปัสสี วิหะระติ. ย่อมพิจารณาเห็นกายในกาย ทั้งภายในทั้งภายนอกบ้าง,
สะมุทะยะธัมมานุปัสสี วา กายัสสมิง วิหะระติ. ย่อมพิจารณาเห็นธรรมดา คือความเกิดขึ้นในกายบ้าง,
วะยะธัมมานุปัสสี วา กายัสสมิง วิหะระติ. ย่อมพิจารณาเห็นธรรมดา คือความเสื่อมไปในกายบ้าง,
สะมุทะยะวะยะธัมมานุปัสสี วา กายัสสมิง วิหะระติ. ย่อมพิจารณาเห็นธรรมดา คือทั้งความเกิดขึ้น ทั้งความเสื่อมไปในกายบ้าง,
อัตถิ กาโยติ วา ปะนัสสะ สะติปัจจุปัฏฐิตา โหติ. ก็หรือสติว่ากายมีอยู่ เข้าไปตั้งอยู่เฉพาะหน้าแก่เธอนั้น,
ยาวะเทวะ ญาณะมัตตายะ. แต่เพียงสักว่าเป็นที่รู้,
ปะติสสะติมัตตายะ. แต่เพียงสักว่าเป็นที่อาศัยระลึก,
อะนิสสิโต จะ วิหะระติ. เธอย่อมไม่ติดอยู่ด้วย,
นะ จะ กิญจิ โลเก อุปาทิยะติ. ย่อมไม่ยึดถืออะไรๆในโลกด้วย,
เอวัมปิ ภิกขะเว ภิกขุ กาเย กายานุปัสสี วิหะระติ. ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ภิกษุทั้งหลายย่อมพิจารณาเห็นกายในกายเนืองๆอยู่อย่างนี้.

๖.๕
ปุนะ จะปะรัง ภิกขะเว ภิกขุ. ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ข้ออื่นยังมีอยู่อีก ภิกษุ,
เสยยะถาปิ ปัสเสยยะ สะรีรัง. เหมือนกะว่าจะพึงเห็นสะรีระ (ซากศพ),
สีวะถิกายะ ฉัฑฑิตัง. ที่เขาทิ้งไว้แล้วในป่าช้า,
อัฏฐิสังขะลิกัง. เป็นร่างกระดูก,
อะปะคะตะมังสะโลหิตัง. ปราศจากเนื้อและเลือดแล้ว,
นะหารุสัมพันธัง. ยังมีเอ็นรัดรึงอยู่,
โส อิมะเมวะ กายัง อุปะสังหะระติ. เธอก็น้อมเข้ามาสู่กายนี้นี่แลว่า,
อะยัมปิ โข กาโย. ถึงร่างกายอันนี้เล่า,
เอวังธัมโม. ก็มีอย่างนี้เป็นธรรมดา,
เอวังภาวี. คงเป็นอย่างนี้,
เอวัง อะนะตีโตติ. ไม่ล่วงพ้นความเป็นอย่างนี้ไปได้,
อิติ อัชฌัตตัง วา กาเย กายานุปัสสี วิหะระติ. ดังนี้ ภิกษุย่อมพิจารณาเห็นกายในกาย เป็นภายในบ้าง,
พะหิทธา วา กาเย กายานุปัสสี วิหะระติ. ย่อมพิจารณาเห็นกายในกาย เป็นภายนอกบ้าง,
อัชฌัตตะพะหิทธา วา กาเย กายานุปัสสี วิหะระติ. ย่อมพิจารณาเห็นกายในกาย ทั้งภายในทั้งภายนอกบ้าง,
สะมุทะยะธัมมานุปัสสี วา กายัสสมิง วิหะระติ. ย่อมพิจารณาเห็นธรรมดา คือความเกิดขึ้นในกายบ้าง,
วะยะธัมมานุปัสสี วา กายัสสมิง วิหะระติ. ย่อมพิจารณาเห็นธรรมดา คือความเสื่อมไปในกายบ้าง,
สะมุทะยะวะยะธัมมานุปัสสี วา กายัสสมิง วิหะระติ. ย่อมพิจารณาเห็นธรรมดา คือทั้งความเกิดขึ้น ทั้งความเสื่อมไปในกายบ้าง,
อัตถิ กาโยติ วา ปะนัสสะ สะติปัจจุปัฏฐิตา โหติ. ก็หรือสติว่ากายมีอยู่ เข้าไปตั้งอยู่เฉพาะหน้าแก่เธอนั้น,
ยาวะเทวะ ญาณะมัตตายะ. แต่เพียงสักว่าเป็นที่รู้, ปะติสสะติมัตตายะ. แต่เพียงสักว่าเป็นที่อาศัยระลึก,
อะนิสสิโต จะ วิหะระติ. เธอย่อมไม่ติดอยู่ด้วย,
นะ จะ กิญจิ โลเก อุปาทิยะติ. ย่อมไม่ยึดถืออะไรๆในโลกด้วย,
เอวัมปิ ภิกขะเว ภิกขุ กาเย กายานุปัสสี วิหะระติ. ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ภิกษุทั้งหลายย่อมพิจารณาเห็นกายในกายเนืองๆอยู่อย่างนี้.

๖.๖
ปุนะ จะปะรัง ภิกขะเว ภิกขุ. ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ข้ออื่นยังมีอยู่อีก ภิกษุ,
เสยยะถาปิ ปัสเสยยะ สะรีรัง. เหมือนกะว่าจะพึงเห็นสะรีระ (ซากศพ),
สีวะถิกายะ ฉัฑฑิตัง. ที่เขาทิ้งไว้แล้วในป่าช้า,
อัฏฐิกานิ. คือเป็น(ท่อน) กระดูก,
อะปะคะตะนะหารุสัมพันธานิ. ปราศจากเส้นเอ็นเครื่องรัดรึงแล้ว,
ทิสาวิทิสา วิกขิตตานิ. กระจายไปแล้วในทิศน้อย และทิศใหญ่,
อัญเญนะ หัตถัฏฐิกัง. คือกระดูกมือ(ไปอยู่) ทางอื่น,
อัญเญนะ ปาทัฏฐิกัง. กระดูกเท้า(ไปอยู่) ทางอื่น,
อัญเญนะชังฆัฏฐิกัง. กระดูกแข้ง (ไปอยู่) ทางอื่น,
อัญเญนะ อูรัฏฐิกัง. กระดูกขา (ไปอยู่) ทางอื่น,
อัญเญนะ กะกิฏฐิกัง. กระดูกสะเอว (ไปอยู่)ทางอื่น,
อัญเญนะ ปิฏฐิกัณฏะกัฏฐิกัง. กระดูกสันหลัง(ไปอยู่) ทางอื่น,
อัญเญนะ ผาสุกัฏฐิกัง. กระดูกซี่โครง (ไปอยู่) ทางอื่น,
อัญเญนะ อุรัฏฐิกัง. กระดูกหน้าอก(ไปอยู่) ทางอื่น,
อัญเญนะ พาหุฏฐิกัง. กระดูกแขน (ไปอยู่) ทางอื่น,
อัญเญนะ อังสัฏฐิกัง. กระดูกไหล่ (ไปอยู่) ทางอื่น,
อัญเญนะ คีวัฏฐิกัง. กระดูกคอ (ไปอยู่) ทางอื่น,
อัญเญนะ หะนุฏฐิกัง. กระดูกคาง(ไปอยู่) ทางอื่น,
อัญเญนะ ทันตัฏฐิกัง. กระดูกฟัง (ไปอยู่) ทางอื่น,
อัญเญนะ สีสะกะฏาหัง. กะโหลกศีรษะ(ไปอยู่) ทางอื่น,
โส อิมะเมวะ กายัง อุปะสังหะระติ. เธอก็น้อมเข้ามาสู่กายนี้นี่แลว่า,
อะยัมปิ โข กาโย. ถึงร่างกายอันนี้เล่า,
เอวังธัมโม. ก็มีอย่างนี้เป็นธรรมดา,
เอวังภาวี. คงเป็นอย่างนี้,
เอวัง อะนะตีโตติ. ไม่ล่วงพ้นความเป็นอย่างนี้ไปได้,
อิติ อัชฌัตตัง วา กาเย กายานุปัสสี วิหะระติ. ดังนี้ ภิกษุย่อมพิจารณาเห็นกายในกาย เป็นภายในบ้าง,
พะหิทธา วา กาเย กายานุปัสสี วิหะระติ. ย่อมพิจารณาเห็นกายในกาย เป็นภายนอกบ้าง,
อัชฌัตตะพะหิทธา วา กาเย กายานุปัสสี วิหะระติ. ย่อมพิจารณาเห็นกายในกาย ทั้งภายในทั้งภายนอกบ้าง,
สะมุทะยะธัมมานุปัสสี วา กายัสสมิง วิหะระติ. ย่อมพิจารณาเห็นธรรมดา คือความเกิดขึ้นในกายบ้าง,
วะยะธัมมานุปัสสี วา กายัสสมิง วิหะระติ. ย่อมพิจารณาเห็นธรรมดา คือความเสื่อมไปในกายบ้าง,
สะมุทะยะวะยะธัมมานุปัสสี วา กายัสสมิง วิหะระติ. ย่อมพิจารณาเห็นธรรมดา คือทั้งความเกิดขึ้น ทั้งความเสื่อมไปในกายบ้าง,
อัตถิ กาโยติ วา ปะนัสสะ สะติปัจจุปัฏฐิตา โหติ. ก็หรือสติว่ากายมีอยู่ เข้าไปตั้งอยู่เฉพาะหน้าแก่เธอนั้น,
ยาวะเทวะ ญาณะมัตตายะ. แต่เพียงสักว่าเป็นที่รู้,
ปะติสสะติมัตตายะ. แต่เพียงสักว่าเป็นที่อาศัยระลึก,
อะนิสสิโต จะ วิหะระติ. เธอย่อมไม่ติดอยู่ด้วย,
นะ จะ กิญจิ โลเก อุปาทิยะติ. ย่อมไม่ยึดถืออะไรๆในโลกด้วย,
เอวัมปิ ภิกขะเว ภิกขุ กาเย กายานุปัสสี วิหะระติ. ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ภิกษุทั้งหลายย่อมพิจารณาเห็นกายในกายเนืองๆอยู่อย่างนี้.

๖.๗
ปุนะ จะปะรัง ภิกขะเว ภิกขุ. ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ข้ออื่นยังมีอยู่อีก ภิกษุ,
เสยยะถาปิ ปัสเสยยะ สะรีรัง. เหมือนกะว่าจะพึงเห็นสะรีระ(ซากศพ),
สีวะถิกายะ ฉัฑฑิตัง. ที่เขาทิ้งไว้แล้วในป่าช้า,
อัฏฐิกานิ. คือเป็น(ท่อน)กระดูก,
เสตานิ สังขะวัณณุปะนิภานิ. มีสีขาวเปรียบด้วยสีสังข์,
โส อิมะเมวะ กายัง อุปะสังหะระติ. เธอก็น้อมเข้ามาสู่กายนี้นี่แลว่า,
อะยัมปิ โข กาโย. ถึงร่างกายอันนี้เล่า, เอวังธัมโม. ก็มีอย่างนี้เป็นธรรมดา,
เอวังภาวี. คงเป็นอย่างนี้,
เอวัง อะนะตีโตติ. ไม่ล่วงพ้นความเป็นอย่างนี้ไปได้,
อิติ อัชฌัตตัง วา กาเย กายานุปัสสี วิหะระติ. ดังนี้ ภิกษุย่อมพิจารณาเห็นกายในกาย เป็นภายในบ้าง,
พะหิทธา วา กาเย กายานุปัสสี วิหะระติ. ย่อมพิจารณาเห็นกายในกาย เป็นภายนอกบ้าง,
อัชฌัตตะพะหิทธา วา กาเย กายานุปัสสี วิหะระติ. ย่อมพิจารณาเห็นกายในกาย ทั้งภายในทั้งภายนอกบ้าง,
สะมุทะยะธัมมานุปัสสี วา กายัสสมิง วิหะระติ. ย่อมพิจารณาเห็นธรรมดา คือความเกิดขึ้นในกายบ้าง,
วะยะธัมมานุปัสสี วา กายัสสมิง วิหะระติ. ย่อมพิจารณาเห็นธรรมดา คือความเสื่อมไปในกายบ้าง,
สะมุทะยะวะยะธัมมานุปัสสี วา กายัสสมิง วิหะระติ. ย่อมพิจารณาเห็นธรรมดา คือทั้งความเกิดขึ้น ทั้งความเสื่อมไปในกายบ้าง,
อัตถิ กาโยติ วา ปะนัสสะ สะติปัจจุปัฏฐิตา โหติ. ก็หรือสติว่ากายมีอยู่ เข้าไปตั้งอยู่เฉพาะหน้าแก่เธอนั้น,
ยาวะเทวะ ญาณะมัตตายะ. แต่เพียงสักว่าเป็นที่รู้,
ปะติสสะติมัตตายะ. แต่เพียงสักว่าเป็นที่อาศัยระลึก,
อะนิสสิโต จะ วิหะระติ. เธอย่อมไม่ติดอยู่ด้วย,
นะ จะ กิญจิ โลเก อุปาทิยะติ. ย่อมไม่ยึดถืออะไรๆในโลกด้วย,
เอวัมปิ ภิกขะเว ภิกขุ กาเย กายานุปัสสี วิหะระติ. ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ภิกษุทั้งหลายย่อมพิจารณาเห็นกายในกายเนืองๆอยู่อย่างนี้.

๖.๘
ปุนะ จะปะรัง ภิกขะเว ภิกขุ. ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ข้ออื่นยังมีอยู่อีก ภิกษุ,
เสยยะถาปิ ปัสเสยยะ สะรีรัง. เหมือนกะว่าจะพึงเห็นสะรีระ(ซากศพ),
สีวะถิกายะ ฉัฑฑิตัง. ที่เขาทิ้งไว้แล้วในป่าช้า,
อัฏฐิกานิ. คือเป็น(ท่อน)กระดูก,
ปุญชะกิตานิ. เป็นกองเรี่ยรายแล้ว,
เตโรวัสสิกานิ. มีในภายนอก(เกิน) ปีหนึ่งไปแล้ว,
โส อิมะเมวะ กายัง อุปะสังหะระติ. เธอก็น้อมเข้ามาสู่กายนี้นี่แลว่า,
อะยัมปิ โข กาโย. ถึงร่างกายอันนี้เล่า,
เอวังธัมโม. ก็มีอย่างนี้เป็นธรรมดา,
เอวังภาวี. คงเป็นอย่างนี้,
เอวัง อะนะตีโตติ. ไม่ล่วงพ้นความเป็นอย่างนี้ไปได้,
อิติ อัชฌัตตัง วา กาเย กายานุปัสสี วิหะระติ. ดังนี้ ภิกษุย่อมพิจารณาเห็นกายในกาย เป็นภายในบ้าง,
พะหิทธา วา กาเย กายานุปัสสี วิหะระติ. ย่อมพิจารณาเห็นกายในกาย เป็นภายนอกบ้าง,
อัชฌัตตะพะหิทธา วา กาเย กายานุปัสสี วิหะระติ. ย่อมพิจารณาเห็นกายในกาย ทั้งภายในทั้งภายนอกบ้าง,
สะมุทะยะธัมมานุปัสสี วา กายัสสมิง วิหะระติ. ย่อมพิจารณาเห็นธรรมดา คือความเกิดขึ้นในกายบ้าง,
วะยะธัมมานุปัสสี วา กายัสสมิง วิหะระติ. ย่อมพิจารณาเห็นธรรมดา คือความเสื่อมไปในกายบ้าง,
สะมุทะยะวะยะธัมมานุปัสสี วา กายัสสมิง วิหะระติ. ย่อมพิจารณาเห็นธรรมดา คือทั้งความเกิดขึ้น ทั้งความเสื่อมไปในกายบ้าง,
อัตถิ กาโยติ วา ปะนัสสะ สะติปัจจุปัฏฐิตา โหติ. ก็หรือสติว่ากายมีอยู่ เข้าไปตั้งอยู่เฉพาะหน้าแก่เธอนั้น,
ยาวะเทวะ ญาณะมัตตายะ. แต่เพียงสักว่าเป็นที่รู้,
ปะติสสะติมัตตายะ. แต่เพียงสักว่าเป็นที่อาศัยระลึก,
อะนิสสิโต จะ วิหะระติ. เธอย่อมไม่ติดอยู่ด้วย,
นะ จะ กิญจิ โลเก อุปาทิยะติ. ย่อมไม่ยึดถืออะไรๆในโลกด้วย,
เอวัมปิ ภิกขะเว ภิกขุ กาเย กายานุปัสสี วิหะระติ. ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ภิกษุทั้งหลายย่อมพิจารณาเห็นกายในกายเนืองๆอยู่อย่างนี้.

๖.๙
ปุนะ จะปะรัง ภิกขะเว ภิกขุ. ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ข้ออื่นยังมีอยู่อีก ภิกษุ,
เสยยะถาปิ ปัสเสยยะ สะรีรัง. เหมือนกะว่าจะพึงเห็นสะรีระ(ซากศพ),
สีวะถิกายะ ฉัฑฑิตัง. ที่เขาทิ้งไว้แล้วในป่าช้า,
อัฏฐิกานิ. คือเป็น(ท่อน)กระดูก,
ปูตีนิ จุณณะกะชาตานิ. ผุละเอียดแล้ว,
โส อิมะเมวะ กายัง อุปะสังหะระติ. เธอก็น้อมเข้ามาสู่กายนี้นี่แลว่า,
อะยัมปิ โข กาโย. ถึงร่างกายอันนี้เล่า,
เอวังธัมโม. ก็มีอย่างนี้เป็นธรรมดา,
เอวังภาวี. คงเป็นอย่างนี้,
เอวัง อะนะตีโตติ. ไม่ล่วงพ้นความเป็นอย่างนี้ไปได้,
อิติ อัชฌัตตัง วา กาเย กายานุปัสสี วิหะระติ. ดังนี้ ภิกษุย่อมพิจารณาเห็นกายในกาย เป็นภายในบ้าง,
พะหิทธา วา กาเย กายานุปัสสี วิหะระติ. ย่อมพิจารณาเห็นกายในกาย เป็นภายนอกบ้าง,
อัชฌัตตะพะหิทธา วา กาเย กายานุปัสสี วิหะระติ. ย่อมพิจารณาเห็นกายในกาย ทั้งภายในทั้งภายนอกบ้าง,
สะมุทะยะธัมมานุปัสสี วา กายัสสมิง วิหะระติ. ย่อมพิจารณาเห็นธรรมดา คือความเกิดขึ้นในกายบ้าง,
วะยะธัมมานุปัสสี วา กายัสสมิง วิหะระติ. ย่อมพิจารณาเห็นธรรมดา คือความเสื่อมไปในกายบ้าง,
สะมุทะยะวะยะธัมมานุปัสสี วา กายัสสมิง วิหะระติ. ย่อมพิจารณาเห็นธรรมดา คือทั้งความเกิดขึ้น ทั้งความเสื่อมไปในกายบ้าง,
อัตถิ กาโยติ วา ปะนัสสะ สะติปัจจุปัฏฐิตา โหติ. ก็หรือสติว่ากายมีอยู่ เข้าไปตั้งอยู่เฉพาะหน้าแก่เธอนั้น,
ยาวะเทวะ ญาณะมัตตายะ. แต่เพียงสักว่าเป็นที่รู้,
ปะติสสะติมัตตายะ. แต่เพียงสักว่าเป็นที่อาศัยระลึก,
อะนิสสิโต จะ วิหะระติ. เธอย่อมไม่ติดอยู่ด้วย,
นะ จะ กิญจิ โลเก อุปาทิยะติ. ย่อมไม่ยึดถืออะไรๆในโลกด้วย,
เอวัมปิ ภิกขะเว ภิกขุ กาเย กายานุปัสสี วิหะระติ. ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ภิกษุทั้งหลายย่อมพิจารณาเห็นกายในกายเนืองๆอยู่อย่างนี้.
		

นะวะสีวะถิกาปัพพัง จบข้อกำหนดด้วยป่าช้า ๙ ข้อ

		

กายนุปัสสนาสติปัฏฐานัง จบกายานุปัสสนาสติปัฏฐาน

		

เวทนานุปัสสนา

๗.เวทนา (ข้อกำหนดการพิจารณาเวทนา)

		

กะถัญจะ ภิกขะเว ภิกขุ. ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ก็อย่างไรภิกษุ,
เวทะนาสุ เวทะนานุปัสสี วิหะระติ. ย่อมพิจารณาเห็นเวทนา (ความเสวยอารมณ์) ในเวทนาเนืองๆอยู่,
อิธะ ภิกขะเว ภิกขุ. ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ภิกษุในธรรมวินัยนี้,
สุขัง เวทะนัง เวทิยะมาโน. เมื่อเสวยสุขเวทนา,
สุขัง เวทะนัง เวทิยามีติ ปะชานาติ. ก็รู้ชัดว่าบัดนี้เราเสวยสุขเวทนา,
ทุกขัง เวทะนัง เวทิยะมาโน. เมื่อเสวยทุกขะเวทะนา,
ทุกขัง เวทะนัง เวทิยามีติ ปะชานาติ. ก็รู้ชัดว่า บัดนี้เราเสวยทุกขเวทนา,
อะทุกขะมะสุขัง เวทะนัง เวทิยะมาโน. เมื่อเสวยอทุกขมสุขเวทนา (ไม่ทุกข์ไม่สุข),
อะทุกขะมะสุขัง เวทะนัง เวทิยามีติ ปะชานาติ. ก็รู้ชัดว่า บัดนี้เราเสวยอทุกขมสุขเวทนา,
สามิสัง วา สุขัง เวทะนัง เวทิยะมาโน. หรือเมื่อเสวยสุขเวทนามีอามิส(คือเจือกามคุณ),
สามิสัง สุขัง เวทะนัง เวทิยามีติ ปะชานาติ. ก็รู้ชัดว่า บัดนี้เราเสวยสุขเวทนามีอามิส,
นิรามิสัง วา สุขัง เวทะนัง เวทิยะมาโน. หรือเมื่อเสวยสุขเวทนาไม่มีอามิส (คือไม่เจือกามคุณ),
นิรามิสัง สุขัง เวทะนัง เวทิยามีติ ปะชานาติ. ก็รู้ชัดว่า บัดนี้เราเสวยสุขเวทนาไม่มีอามิส,
สามิสัง วา ทุกขัง เวทะนัง เวทิยะมาโน. หรือเมื่อเสวยทุกขเวทนามีอามิส,
สามิสัง ทุกขัง เวทะนัง เวทิยามีติ ปะชานาติ. ก็รู้ชัดว่า บัดนี้เราเสวยทุกขเวทนามีอามิส,
นิรามิสัง วา ทุกขัง เวทะนัง เวทิยะมาโน. หรือเมื่อเสวยทุกขเวทนาไม่มีอามิส,
นิรามิสัง ทุกขัง เวทะนัง เวทิยามีติ ปะชานาติ. ก็รู้ชัดว่า บัดนี้เราเสวยทุกขเวทนาไม่มีอามิส,
สามิสัง วา อะทุกขะมะสุขัง เวทะนัง เวทิยะมาโน. หรือเมื่อเสวยอทุกขมสุขเวทนา มีอามิส,
สามิสัง อะทุกขะมะสุขัง เวทะนัง เวทิยามีติ ปะชานาติ. ก็รู้ชัดว่า บัดนี้เราเสวยอทุกขมสุขเวทนามีอามิส,
นิรามิสัง วา อะทุกขะมะสุขัง เวทะนัง เวทิยะมาโน. หรือเมื่อเสวยอทุกขมสุขเวทนาไม่มีอามิส,
นิรามิสัง อะทุกขะมะสุขัง เวทะนัง เวทิยามีติ ปะชานาติ. ก็รู้ชัดว่า เสวยอทุกขมสุขเวทนาไม่มีอามิส,
อิติ อัชฌัตตัง วา เวทะนาสุ เวทะนานุปัสสี วิหะระติ. ดังนี้ ภิกษุย่อมพิจารณาเห็นเวทนาในเวทนา เป็นภายในบ้าง,
พะหิทธา วา เวทะนาสุ เวทะนานุปัสสี วิหะระติ. ย่อมพิจารณาเวทนาในเวทนา เป็นภายนอกบ้าง,
อัชฌัตตะพะหิทธา วา เวทะนาสุ เวทะนานุปัสสี วิหะระติ. ย่อมพิจารณาเห็นเวทนาในเวทนา ทั้งภายในทั้งภายนอกบ้าง,
สะมุทะยะธัมมานุปัสสี วา เวทะนาสุ วิหะระติ. ย่อมพิจารณาเห็นธรรมดา คือความเกิดขึ้นในเวทนาบ้าง,
วะยะธัมมานุปัสสี วา เวทะนาสุ วิหะระติ. ย่อมพิจารณาเห็นธรรมดา คือความเสื่อมไปในเวทนาบ้าง,
สะมุทะยะวะยะธัมมานุปัสสี วา เวทะนาสุ วิหะระติ. ย่อมพิจารณาเห็นธรรมดา คือทั้งความเกิดขึ้นทั้งความเสื่อมไปในเวทนาบ้าง,
อัตถิ เวทะนาติ วา ปะนัสสะ สะติ ปัจจุปัฏฐิตา โหติ. ก็หรือสติว่าเวทนามีอยู่ เข้าไปตั้งอยู่เฉพาะหน้าแก่เธอนั้น,
ยาวะเทวะ ญาณะมัตตายะ. แต่เพียงสักว่าเป็นที่รู้,
ปะติสสะติมัตตายะ. แต่เพียงสักว่าเป็นที่อาศัยระลึก,
อะนิสสิโต จะ วิหะระติ. เธอย่อมไม่ติดอยู่ด้วย,
นะ จะ กิญจิ โลเก อุปาทิยะติ. ย่อมไม่ยึดถืออะไรๆในโลกด้วย,
เอวัง โข ภิกขะเว ภิกขุ เวทะนาสุ เวทะนานุปัสสี วิหะระติ. ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ภิกษุย่อมพิจารณาเห็นเวทนาในเวทนาเนืองๆ อยู่อย่างนี้แล.ฯ

		

เวทะนานุปัสสะนาสะติปัฏฐานัง จบเวทนานุปัสสนาสติปัฏฐาน

		

จิตตานุปัสสนา

		


๘. จิต (ข้อกำหนดการพิจารณาจิต)

		

กะถัญจะ ภิกขะเว ภิกขุ. ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ก็อย่างไรภิกษุ,
จิตเต จิตตานุปัสสี วิหะระติ. ย่อมพิจารณาเห็นจิตในจิตเนืองๆอยู่,
อิธะ ภิกขะเว ภิกขุ. ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ภิกษุในธรรมวินัยนี้,

		

๑. สะราคัง วา จิตตัง สะราคัง จิตตันติ ปะชานาติ. อนึ่ง จิตมีราคะ ก็รู้ชัดว่า จิตมีราคะ,
๒.วีตะราคัง วา จิตตัง วีตะราคัง จิตตันติ ปะชานาติ. หรือจิตไม่มีราคะ ก็รู้ชัดว่า จิตไม่มีราคะ,
๓.สะโทสัง วา จิตตัง สะโทสัง จิตตันติ ปะชานาติ. หรือจิตมีโทสะ ก็รู้ชัดว่า จิตมีโทสะ,
๔.วีตะโทสัง วา จิตตัง วีตะโทสัง จิตตันติ ปะชานาติ.หรือจิตไม่มีโทสะ ก็รู้ชัดว่า จิตไม่มีโทสะ,
๕.สะโมหัง วา จิตตัง สะโมหัง จิตตันติ ปะชานาติ. หรือจิตมีโมหะ ก็รู้ชัดว่า จิตมีโมหะ,
๖.วีตะโมหัง วา จิตตัง วีตะโมหัง จิตตันติ ปะชานาติ. หรือจิตไม่มีโมหะ ก็รู้ชัดว่า จิตไม่มีโมหะ,
๗.สังขิตตัง วา จิตตัง สังขิตตัง จิตตันติ ปะชานาติ. หรือจิตหดหู่ ก็รู้ชัดว่า จิตหดหู่,
๘.วิกขิตตัง วา จิตตัง วิกขิตตัง จิตตันติ ปะชานาติ. หรือจิตฟุ้งซ่าน ก็รู้ชัดว่า จิตฟุ้งซ่าน,
๙.มะหัคคะตัง วา จิตตัง มะหัคคะตัง จิตตันติ ปะชานาติ. หรือจิตเป็นมหรคต (คือถึงความเป็นใหญ่ หมายเอาจิตที่เป็นฌานหรืออัปปมัญญา พรหมวิหาร) ก็รู้ชัดว่า จิตเป็นมหรคต,
๑๐.อะมะหัคคะตัง วา จิตตัง อะมะหัคคะตัง จิตตันติ ปะชานาติ. หรือจิตไม่เป็นมหรคต ก็รู้ชัดว่า จิตไม่เป็นมหรคต,
๑๑.สะอุตตะรัง วา จิตตัง สะอุตตะรัง จิตตันติ ปะชานาติ. หรือจิตเป็นสะอุตตระ (คือกามาวจรจิตมีจิตอื่นยิ่งกว่า ไม่ถึงอุปจารสมาธิ) ก็รู้ชัดว่าจิตเป็นสอุตตระ,
๑๒.อะนุตตะรัง วา จิตตัง อะนุตตะรัง จิตตันติ ปะชานาติ. หรือจิตเป็นอนุตตระ (คือกามาวจรจิต ไม่มีจิตอื่นยิ่งกว่า หมายเอาอุปจารสมาธิ) ก็รู้ชัดว่า จิตเป็นอนุตตระ,
๑๓.สะมาหิตัง วา จิตตัง สะมาหิตัง จิตตันติ ปะชานาติ. หรือจิตตั้งมั่น ก็รู้ชัดว่า จิตตั้งมั่น,
๑๔.อะสะมาหิตัง วา จิตตัง อะสะมาหิตัง จิตตันติ ปะชานาติ. หรือจิตไม่ตั้งมั่น ก็รู้ชัดว่า จิตไม่ตั้งมั่น,
๑๕.วิมุตตัง วา จิตตัง วิมุตตัง จิตตันติ ปะชานาติ. หรือจิตวิมุติ (คือหลุดพ้นด้วยตทังคะวิมุตติ และวิกขัมภนวิมุตติ) ก็รู้ชัดว่า จิตวิมุติ,
๑๖.อะวิมุตตัง วา จิตตัง อะวิมุตตัง จิตตันติ ปะชานาติ. หรือจิตยังไม่วิมุติ ก็รู้ชัดว่าจิตยังไม่วิมุติ,

		

อิติ อัชฌัตตัง วา จิตเต จิตตานุปัสสี วิหะระติ. ดังนี้ ภิกษุย่อมพิจารณาเห็นจิตในจิตเป็นภายในบ้าง,
พะหิทธา วา จิตเต จิตตานุปัสสี วิหะระติ. ย่อมพิจารณาเห็นจิตในจิตเป็นภายนอกบ้าง,
อัชฌัตตะพะหิทธา วา จิตเต จิตตานุปัสสี วิหะระติ. ย่อมพิจารณาเห็นจิตในจิต ทั้งภายในทั้งภายนอกบ้าง,
สะมุทะยะธัมมานุปัสสี วา จิตตัสสมิง วิหะระติ. ย่อมพิจารณาเห็นธรรมดา คือความเกิดขึ้นในจิตบ้าง,
วะยะธัมมานุปัสสี วา จิตตัสสมิง วิหะระติ. ย่อมพิจารณาเห็นธรรมดา คือความเสื่อมไปในจิตบ้าง,
สะมุทะยะวะยะธัมมานุปัสสี วา จิตตัสสมิง วิหะระติ. ย่อมพิจารณาเห็นธรรมดา คือทั้งความเกิดขึ้นทั้งความเสื่อมไปในจิตบ้าง,
อัตถิ จิตตันติ วา ปะนัสสะ สะติปัจจุปัฏฐิตา โหติ. ก็หรือสติว่า จิตมีอยู่ เข้าไปตั้งอยู่เฉพาะหน้าแก่เธอนั้น,
ยาวะเทวะ ญาณะมัตตายะ. แต่เพียงสักว่าเป็นที่รู้, ปะติสสะติมัตตายะ. แต่เพียงสักว่าเป็นที่อาศัยระลึก,
อะนิสสิโต จะ วิหะระติ. เธอย่อมไม่ติดอยู่ด้วย,
นะ จะ กิญจิ โลเก อุปาทิยะติ. ย่อมไม่ยึดถืออะไรๆในโลกด้วย,
เอวัง โข ภิกขะเว ภิกขุ จิตเต จิตตานุปัสสี วิหะระติ. ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ภิกษุย่อมพิจารณาเห็นจิตในจิตเนืองๆอยู่อย่างนี้แล,ฯ

		

จิตตานุปัสสะนาสะติปัฏฐานา จบจิตตานุปัสสนาสติปัฏฐาน

		

ธัมมานุปัสสนา

		


๙.นิวรณ์ (ข้อกำหนดการพิจารณานิวรณ์)

		

กะถัญจะ ภิกขะเว ภิกขุ. ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ก็อย่างไรภิกษุ,
ธัมเมสุ ธัมมานุปัสสี วิหะระติ. ย่อมพิจารณาเห็นธรรมในธรรมเนืองๆอยู่,
อิธะ ภิกขะเว ภิกขุ. ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ภิกษุในธรรมวินัยนี้,
ธัมเมสุ ธัมมานุปัสสี วิหะระติ. ย่อมพิจารณาเห็นธรรมในธรรม,
ปัญจะสุ นีวะระเณสุ. คือนิวรณ์ณ์ ๕,
อิธะ ภิกขะเว ภิกขุ. ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ภิกษุในธรรมวินัยนี้,
สันตัง วา อัชฌัตตัง กามะฉันทัง. เมื่อกามฉันท์ (ความพอใจในกามารมณ์) มี ณ ภายในจิต,
อัตถิ เม อัชฌัตตัง กามะฉันโทติ ปะชานาติ. ย่อมรู้ชัดว่า กามฉันท์มีอยู่ ณ ภายในจิต,
อะสันตัง วา อัชฌัตตัง กามะฉันทัง. หรือเมื่อกามฉันไม่มี ณ ภายในจิต,
นัตถิ เม อัชฌัตตัง กามะฉันโทติ ปะชานาติ. ย่อมรู้ชัดว่ากามฉันท์ไม่มี ณ ภายในจิตของเรา,
ยะถา จะ อุปปันนัสสะ กามะฉันทัสสะ ปะหานัง โหติ. อนึ่ง ความละกามฉันท์ที่เกิดขึ้นแล้วเสียได้ด้วยประการใด,
ตัญจะ ปะชานาติ. ย่อมรู้ประการนั้นด้วย,
ยะถา จะ ปะหีนัสสะ กามะฉันทัสสะ อายะติง อะนุปปาโท โหติ. อนึ่ง ความที่กามฉันท์อันตนละเสียแล้ว ไม่เกิดขึ้นต่อไปได้ด้วยประการใด,
ตัญจะ ปะชานาติ. ย่อมรู้ประการนั้นด้วย,
ยะถา จะ ปะหีนัสสะ กามะฉันทัสสะ อายะติง อะนุปปาโท โหติ. อนึ่ง ความที่กามฉันท์อันตนละเสียแล้ว ไม่เกิดขึ้นต่อไปได้ด้วยประการใด,
ตัญจะ ปะชานาติ. ย่อมรู้ประการนั้นด้วย,
สันตัง วา อัชฌัตตัง พะยาปาทัง. อนึ่ง เมื่อพยาบาท (ความคิดแช่งสัตว์ให้พินาศ) มี ณ ภายในจิต,
อัตถิ เม อัชฌัตตัง พะยาปาโทติ ปะชานาติ. ย่อมรู้ชัดว่า พยาบาทมีอยู่ ณ ภายในจิตของเรา,
อะสันตัง วา อัชฌัตตัง พะยาปาทัง. หรือเมื่อพยาบาทไม่มี ณ ภายในจิต,
นัตถิ เม อัชฌัตตัง พะยาปาโทติ ปะชานาติ. ย่อมรู้ชัดว่า พยาบาทไม่มี ณ ภายในจิตของเรา,
ยะถา จะ อะนุปปันนัสสะ พะยาปาทัสสะ อุปปาโท โหติ. อนึ่ง ความที่พยาบาทอันยังไม่เกิดขึ้น ย่อมเกิดขึ้นด้วยประการใด,
ตัญจะ ปะชานาติ. ย่อมรู้ประการนั้นด้วย,
ยะถา จะ ปะหีนัสสะ พะยาปาทัสสะ อายะติง อะนุปปาโท โหติ. อนึ่ง ความที่พยาบาทอันตนละเสียแล้ว ไม่เกิดขึ้นต่อไปได้ด้วยประการใด.
ตัญจะ ปะชานาติ. ย่อมรู้ประการนั้นด้วย,
สันตัง วา อัชฌัตตัง ถีนะมิทธัง. อนึ่ง เมื่อถีนะมิทธะ (ความคร้านกายและง่วงเหงา) มี ณ ภายในจิต,
อัตถิ เม อัชฌัตตัง ถีนะมิทธันติ ปะชานาติ. ย่อมรู้ชัดว่า ถีนะมิทธะมีอยู่ ณ ภายในจิตของเรา,
อะสันตัง วา อัชฌัตตัง ถีนะมิทธัง. หรือ เมื่อถีนะมิทธะไม่มี ณ ภายในจิต,
นัตถิ เม อัชฌัตตัง ถีนะมิทธันติ ปะชานาติ. ย่อมรู้ชัดว่า ถีนะมิทธะไม่มี ณ ภายในจิตขงเรา,
ยะถา จะ อะนุปปันนัสสะ ถีนะมิทธัสสะ อุปปาโท โหติ. อนึ่ง ความที่ถีนะมิทธะอันยังไม่เกิดขึ้น ย่อมเกิดขึ้นด้วยประการใด,
ตัญจะ ปะชานาติ. ย่อมรู้ประการนั้นด้วย,
ยะถา จะ อุปปันนัสสะ ถีนะมิทธัสสะ ปะหานัง โหติ. อนึ่ง ความละถีนมิทธะที่เกิดขึ้นแล้วเสียได้ด้วยประการใด,
ตัญจะ ปะชานาติ. ย่อมรู้ประการนั้น,
ยะถา จะ ปะหีนัสสะ ถีนะมิทธัสสะ อายะติง อนุปปาโท โหติ. อนึ่ง ความที่ถีนะมิทธะอันตนละเสียแล้ว ไม่เกิดขึ้นต่อไปได้ด้วยประการใด,
ตัญจะ ปะชานาติ. ย่อมรู้ประการนั้นด้วย,
สันตัง วา อัชฌัตตัง อุทธัจจะกุกกุจจัง. อนึ่ง เมื่ออุทธัจจกุกกุจจะ (ความฟุ้งซ่านและรำคาญใจ) มี ณ ภายในจิต,
อัตถิ เม อัชฌัตตัง อุทธัจจะกุกกุจจันติ ปะชานาติ. ย่อมรู้ชัดว่า อุทธัจจกุกกุจจะมีอยู่ ณ ภายในจิตของเรา,
อะสันตัง วา อัชฌัตตัง อุทธัจจะกุกกุจจัง. หรือเมื่ออุทธัจจกุกกุจจะไม่มี ณ ภายในจิต,
นัตถิ เม อัชฌัตตัง อุทธัจจะกุกกุจจันติ ปะชานาติ. ย่อมรู้ชัดว่า อุทธัจจกุกกุจจะไม่มี ณ ภายในจิตของเรา,
ยะถา จะ อะนุปปันนัสสะ อุทธัจจกุกกุจจัสสะ อุปปาโท โหติ. อนึ่ง ความที่อุทธัจจกุกกุจจะอันยังไม่เกิดขึ้น ย่อมเกิดขึ้นด้วยประการใด,
ตัญจะ ปะชานาติ. ย่อมรู้ประการนั้นด้วย,
ยะถา จะ ปะหีนัสสะ อุทธัจจะกุกกุจจัสสะ อายะติง อะนุปปาโท โหติ. อนึ่ง ความที่อุทธัจจกุกกุจจะอันตนละเสียแล้ว ไม่เกิดขึ้นต่อไปได้ด้วยประการใด,
ตัญจะ ปะชานาติ. ย่อมรู้ประการนั้นด้วย,
สันตัง วา อัชฌัตตัง วิจิกิจฉัง. อนึ่ง เมื่อวิจิกิจฉา (ความเคลือบแคลงสงสัย) มี ณ ภายในจิต,
อัตถิ เม อัชฌัตตัง วิจิกิจฉาติ ปะชานาติ. ย่อมรู้ชัดว่า วิจิกิจฉามีอยู่ ณ ภายในจิตของเรา,
อะสันตัง วา อัชฌัตตัง วิจิกิจฉัง. หรือ เมื่อวิจิกิจฉาไม่มี ณ ภายในจิต,
นัตถิ เม อัชฌัตตัง วิจิกิจฉาติ ปะชานาติ. ย่อมรู้ชัดว่า วิจิกิจฉาไม่มี ณ ภายในจิตของเรา,
ยะถา จะ อะนุปปันนายะ วิจิกิจฉายะ อุปปาโท โหติ. อนึ่ง ความที่วิจิกิจฉาอันยังไม่เกิดขึ้น ย่อมเกิดขึ้นด้วยประการใด,
ตัญจะ ปะชานาติ. ย่อมรู้ประการนั้นด้วย,
ยะถา จะ อุปปันนายะ วิจิกิจฉายะ ปะหานัง โหติ. อนึ่ง ความละวิจิกิจฉาที่เกิดขึ้นแล้วเสียได้ด้วยประการใด,
ตัญจะ ปะชานาติ. ย่อมรู้ประการนั้นด้วย,
ยะถา จะ ปะหีนายะ วิจิกิจฉายะ อายะติง อะนุปปาโท โหติ. อนึ่ง ความที่วิจิกิจฉาอันตนละเสียแล้ว ไม่เกิดขึ้นต่อไปได้ด้วยประการใด,
ตัญจะ ปะชานาติ. ย่อมรู้ประการนั้นด้วย,
อิติ อัชฌัตตัง วา ธัมเมสุ ธัมมานุปัสสี วิหะระติ. ดังนี้ ภิกษุย่อมพิจารณาเห็นธรรมในธรรม เป็นภายในบ้าง,
พะหิทธา วา ธัมเมสุ ธัมมานุปัสสี วิหะระติ. ย่อมพิจารณาเห็นธรรมในธรรมเป็นภายนอกบ้าง,
อัชฌัตตะพะหิทธา วา ธัมเมสุ ธัมมานุปัสสี วิหะระติ. ย่อมพิจารณาเห็นธรรมในธรรมทั้งภายในทั้งภายนอกบ้าง,
สะมุทะยะธัมมานุปัสสี วา ธัมเมสุ วิหะระติ. ย่อมพิจารณาเห็นธรรมดา คือความเกิดขึ้นในธรรมบ้าง,
วะยะธัมมานุปัสสี วา ธัมเมสุ วิหะระติ. ย่อมพิจารณาเห็นธรรมดา คือความเสื่อมไปในธรรมบ้าง,
สะมุทะยะวะยะธัมมานุปัสสี วา ธัมเมสุ วิหะระติ. ย่อมพิจารณาเห็นธรรมดา คือทั้งความเกิดขึ้นทั้งความเสื่อมไปในธรรมบ้าง,
อัตถิ ธัมมาติ วา ปะนัสสะ สะติปัจจุปัฏฐิตา โหติ. ก็หรือสติว่าธรรมมีอยู่ เข้าไปตั้งอยู่เฉพาะหน้าแก่เธอนั้น,
ยาวะเทวะ ญาณะมัตตายะ. แต่เพียงสักว่าเป็นที่รู้,
ปะติสสะติมัตตายะ. แต่เพียงสักว่าเป็นที่อาศัยระลึก,
อะนิสสิโต จะ วิหะระติ. เธอย่อมไม่ติดอยู่ด้วย,
นะ จะ กิญจิ โลเก อุปาทิยะติ. ย่อมไม่ยึดถืออะไรๆในโลกด้วย,
เอวัมปิ โข ภิกขะเว ภิกขุ ธัมเมสุ ธัมมานุปัสสี วิหะระติ. ปัญจะสุ นีวะระเณสุ. ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ภิกษุย่อมพิจารณาเห็นธรรมในธรรม คือนิวรณ์ ๕ อย่างนี้แล,ฯ

		

นีวะระปัพพัง จบข้อกำหนดนีวรณ์

		

๑๐. ขันธ์ ๕ (ข้อกำหนดการพิจารณษขันธ์ ๕)

		

ปุนะ จะปะรัง ภิกขะเว ภิกขุ. ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ข้ออื่นยังมีอยู่อีก ภิกษุ,
ธัมเมสุ ธัมมานุปัสสี วิหะระติ. ย่อมพิจารณาเห็นธรรมในธรรม,
ปัญจะสุ อุปาทานักขันเธสุ. คืออุปาทานขันธ์ ๕,
กถัญจะ ภิกขะเว ภิกขุ. ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ก็อย่างไรภิกษุ,
ธัมเมสุ ธัมมานุปัสสี วิหะระติ. ย่อมพิจารณาเห็นธรรมในธรรม,
ปัญจะสุ อุปาทานักขันเธสุ. คืออุปาทานขันธ์ ๕,
อิธะ ภิกขะเว ภิกขุ. ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ภิกษุในธรรมวินัยนี้ (ย่อมพิจารณาดังนี้ว่า),
อิติ รูปัง. อย่างนี้ รูป (สิ่งที่ทรุดโทรม),
อิติ รูปัสสะ สะมุทะโย. อย่างนี้ ความเกิดขึ้นของรูป,
อิติ รูปัสสะ อัตถังคะโม. อย่างนี้ ความดับไปของรูป,
อิติ เวทะนา. อย่างนี้ เวทนา (ความเสวยอารมณ์),
อิติ เวทะนายะ สะมุทะโย. อย่างนี้ ความเกิดขึ้นของเวทนา,
อิติ เวทะนายะ อัตถังคะโม. อย่างนี้ ความดับไปของเวทนา,
อิติ สัญญา. อย่างนี้ สัญญา (ความจำ),
อิติ สัญญายะ สะมุทะโย. อย่างนี้ ก็ความเกิดขึ้นของสัญญา,
อิติ สัญญายะ อัตถังคะโม. อย่างนี้ ความดับไปของสัญญา,
อิติ สังขารา. อย่างนี้สังขาร (ความคิด),
อิติ สังขารานัง สะมุทะโย. อย่างนี้ ความเกิดขึ้นของสังขาร,
อิติ สังขารานัง อัตถังคะโม. อย่างนี้ ความดับของสังขาร,
อิติ วิญญาณัง. อย่างนี้ วิญญาณ (ความรู้สึก),
อิติ วิญญาณัสสะ สะมุทะโย. อย่างนี้ ความเกิดขึ้นของวิญญาณ,
อิติ วิญญาณัสสะ อัตถังคะโมติ. อย่างนี้ ความดับไปของวิญญาณ,
อิติ อัชฌัตตัง วา ธัมเมสุ ธัมมานุปัสสี วิหะระติ. ดังนี้ ภิกษุย่อมพิจารณาเห็นธรรมในธรรม เป็นภายในบ้าง,
พะหิทธา วา ธัมเมสุ ธัมมานุปัสสี วิหะระติ. ย่อมพิจารณาเห็นธรรมในธรรมเป็นภายนอกบ้าง,
อัชฌัตตะพะหิทธา วา ธัมเมสุ ธัมมานุปัสสี วิหะระติ. ย่อมพิจารณาเห็นธรรมในธรรมทั้งภายในทั้งภายนอกบ้าง,
สะมุทะยะธัมมานุปัสสี วา ธัมเมสุ วิหะระติ. ย่อมพิจารณาเห็นธรรมดา คือความเกิดขึ้นในธรรมบ้าง,
วะยะธัมมานุปัสสี วา ธัมเมสุ วิหะระติ. ย่อมพิจารณาเห็นธรรมดา คือความเสื่อมไปในธรรมบ้าง,
สะมุทะยะวะยะธัมมานุปัสสี วา ธัมเมสุ วิหะระติ. ย่อมพิจารณาเห็นธรรมดา คือทั้งความเกิดขึ้นทั้งความเสื่อมไปในธรรมบ้าง,
อัตถิ ธัมมาติ วา ปะนัสสะ สะติปัจจุปัฏฐิตา โหติ. ก็หรือสติว่าธรรมมีอยู่ เข้าไปตั้งอยู่เฉพาะหน้าแก่เธอนั้น,
ยาวะเทวะ ญาณะมัตตายะ. แต่เพียงสักว่าเป็นที่รู้,
ปะติสสะติมัตตายะ. แต่เพียงสักว่าเป็นที่อาศัยระลึก,
อะนิสสิโต จะ วิหะระติ. เธอย่อมไม่ติดอยู่ด้วย,
นะ จะ กิญจิ โลเก อุปาทิยะติ. ย่อมไม่ยึดถืออะไรๆในโลกด้วย,
เอวัมปิ โข ภิกขะเว ภิกขุ ธัมเมสุ ธัมมานุปัสสี วิหะระติ. ปัญจะสุ อุปาทานักขันเธสุ. ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ภิกษุย่อมพิจารณาเห็นธรรมในธรรม คืออุปาทานขันธ์ ๕ อย่างนี้แล,ฯ

		

ขันธะปัพพัง จบข้อกำหนดด้วยขันธ์

		

๑๑. อายตนะ (ข้อกำหนดการพิจารณาอายตนะ)

		

ปุนะ จะปะรัง ภิกขะเว ภิกขุ. ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ข้ออื่นยังมีอยู่อีก ภิกษุ,
ธัมเมสุ ธัมมานุปัสสี วิหะระติ. ฉะสุ อัชฌัตติกะพาหิเรสุ อายะตะเนสุ. คืออายตนะภายในและอายตนะภายนอก ๖ (อย่างละ ๖),
กะถัญจะ ภิกขะเว ภิกขุ. ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ก็อย่างไรภิกษุ,
ธัมเมสุ ธัมมานุปัสสี วิหะระติ. ย่อมพิจารณาเห็นธรรมในธรรม,
ฉะสุ อัชฌัตติกะพาหิเรสุ อายะตะเนสุ. คือ อายตนะภายในและภายนอก ๖,
อิธะ ภิกขะเว ภิกขุ. ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย, ภิกษุในธรรมวินัยนี้,
จักขุญจะ ปะชานาติ. ย่อมรู้จักตาด้วย,
รูเป จะ ปะชานาติ. ย่อมรู้จักรูปด้วย,
ยัญจะ ตะทุภะยัง ปะฏิจจะ อุปปัชชะติ สัญโญชะนัง. อนึ่ง สังโยชน์ (เครื่องผูก) ย่อมเกิดขึ้น อาศัยตาและรูปทั้ง ๒ นั้น อันใด,
ตัญจะ ปะชานาติ. ย่อมรู้จักอันนั้นด้วย,
ยะถา จะ อะนุปปันนัสสะ สัญโญชะนัสสะ อุปปาโท โหติ. อนึ่ง ความที่สังโยชน์ อันยังไม่เกิดขึ้น ย่อมเกิดขึ้นด้วยประการใด,
ตัญจะ ปะชานาติ. ย่อมรู้จักประการนั้นด้วย,
ยะถา จะ อุปปันนัสสะ สัญโญชะนัสสะ ปะหานัง โหติ. อนึ่ง ความที่ละสังโยชน์ ที่เกิดขึ้นแล้วเสียได้ ด้วยประการใด,
ตัญจะ ปะชานาติ. ย่อมรู้จักประการนั้นด้วย,
ยะถา จะ ปะหีนัสสะ สัญโญชะนัสสะ อายะติง อะนุปปาโท โหติ. อนึ่ง ความที่สังโยชน์ อันตนละเสียแล้ว ย่อมไม่เกิดขึ้นต่อไปได้ ด้วยประการใด,
ตัญจะ ปะชานาติ. ย่อมรู้จักประการนั้นด้วย,
โสตัญจะ ปะชานาติ. ย่อมรู้จักหูด้วย,
สัทเท จะ ปะชานาติ. ย่อมรู้จักเสียงด้วย,
ยัญจะ ตะทุภะยัง ปะฏิจจะ อุปปัชชะติ สัญโญชะนัง. อนึ่ง สังโยชน์ ย่อมเกิดขึ้นอาศัยหูและเสียงทั้ง ๒ นั้นอันใด,
ตัญจะ ปะชานาติ. ย่อมรู้จักอันนั้นด้วย,
ยะถา จะ อะนุปปันนัสสะ สัญโญชะนัสสะ อุปปาโท โหติ. อนึ่ง ความที่สังโยชน์ อันยังไม่เกิดขึ้น ย่อมเกิดขึ้นด้วยประการใด,
ตัญจะ ปะชานาติ. ย่อมรู้จักประการนั้นด้วย,
ยะถา จะ อุปปันนัสสะ สัญโญชะนัสสะ ปะหานัง โหติ. อนึ่ง ความละสังโยชน์ ที่เกิดขึ้นแล้วเสียได้ ด้วยประการใด,
ตัญจะ ปะชานาติ. ย่อมรู้จักประการนั้นด้วย,
ยะถา จะ ปะหีนัสสะ สัญโญชะนัสสะ อายะติง อะนุปปาโท โหติ. อนึ่ง ความที่สังโยชน์ อันตนละเสียแล้ว ย่อมไม่เกิดขึ้นต่อไปได้ ด้วยประการใด,
ตัญจะ ปะชานาติ. ย่อมรู้จักประการนั้นด้วย,
ฆานัญจะ ปะชานาติ. ย่อมรู้จักจมูกด้วย, คันเธ จะ ปะชานาติ. ย่อมรู้จักกลิ่นด้วย,
ยัญจะ ตะทุภะยัง ปะฏิจจะ อุปปัชชะติ สัญโญชะนัง. อนึ่ง สังโยชน์ ย่อมเกิดขึ้นอาศัยจมูกและกลิ่นทั้ง ๒ นั้นอันใด,
ตัญจะ ปะชานาติ. ย่อมรู้จักอันนั้นด้วย,
ยะถา จะ อะนุปปันนัสสะ สัญโญชะนัสสะ อุปปาโท โหติ. อนึ่ง ความที่สังโยชน์ อันยังไม่เกิดขึ้น ย่อมเกิดขึ้นด้วยประการใด,
ตัญจะ ปะชานาติ. ย่อมรู้จักประการนั้นด้วย,
ยะถา จะ อุปปันนัสสะ สัญโญชะนัสสะ ปะหานัง โหติ. อนึ่ง ความละสังโยชน์ ที่เกิดขึ้นแล้วเสียได้ ด้วยประการใด,
ตัญจะ ปะชานาติ. ย่อมรู้จักประการนั้นด้วย,
ยะถา จะ ปะหีนัสสะ สัญโญชะนัสสะ อายะติง อะนุปปาโท โหติ. อนึ่ง ความที่สังโยชน์ อันตนละเสียแล้ว ย่อมไม่เกิดขึ้นต่อไปได้ ด้วยประการใด,
ตัญจะ ปะชานาติ. ย่อมรู้จักประการนั้นด้วย,
ชิวหิญจะ ปะชานาติ. ย่อมรู้จักลิ้นด้วย,
ระเส จะ ปะชานาติ. ย่อมรู้จักรสด้วย,
ยัญจะ ตะทุภะยัง ปะฏิจจะ อุปปัชชะติ สัญโญชะนัง. อนึ่ง สังโยชน์ ย่อมเกิดขึ้นอาศัยลิ้นและรสทั้ง ๒นั้นอันใด,
ตัญจะ ปะชานาติ. ย่อมรู้จักอันนั้นด้วย,
ยะถา จะ อะนุปปันนัสสะ สัญโญชะนัสสะ อุปปาโท โหติ. อนึ่ง ความที่สังโยชน์ อันยังไม่เกิดขึ้น ย่อมเกิดขึ้นด้วยประการใด,
ตัญจะ ปะชานาติ. ย่อมรู้จักประการนั้นด้วย,
ยะถา จะ อุปปันนัสสะ สัญโญชะนัสสะ ปะหานัง โหติ. อนึ่ง ความละสังโยชน์ ที่เกิดขึ้นแล้วเสียได้ ด้วยประการใด,
ตัญจะ ปะชานาติ. ย่อมรู้จักประการนั้นด้วย,
ยะถา จะ ปะหีนัสสะ สัญโญชะนัสสะ อายะติง อะนุปปาโท โหติ. อนึ่ง ความที่สังโยชน์ อันตนละเสียแล้ว ย่อมไม่เกิดขึ้นต่อไปได้ ด้วยประการใด,
ตัญจะ ปะชานาติ. ย่อมรู้จักประการนั้นด้วย,
กายัญจะ ปะชานาติ. ย่อมรู้จักกายด้วย, โผฏฐัพเพ จะ ปะชานาติ. ย่อมรู้จักโผฏฐัพพะ (สิ่งที่พึงถูกต้องด้วยกาย) ด้วย,
ยัญจะ ตะทุภะยัง ปะฏิจจะ อุปปัชชะติ สัญโญชะนัง. อนึ่ง สังโยชน์ ย่อมเกิดขึ้นอาศัยกายและโผฏฐัพพะทั้ง ๒ นั้นอันใด,
ตัญจะ ปะชานาติ. ย่อมรู้จักอันนั้นด้วย,
ยะถา จะ อะนุปปันนัสสะ สัญโญชะนัสสะ อุปปาโท โหติ. อนึ่ง ความที่สังโยชน์ อันยังไม่เกิดขึ้น ย่อมเกิดขึ้นด้วยประการใด,
ตัญจะ ปะชานาติ. ย่อมรู้จักประการนั้นด้วย,
ยะถา จะ อุปปันนัสสะ สัญโญชะนัสสะ ปะหานัง โหติ. อนึ่ง ความละสังโยชน์ ที่เกิดขึ้นแล้วเสียได้ ด้วยประการใด,
ตัญจะ ปะชานาติ. ย่อมรู้จักประการนั้นด้วย,
ยะถา จะ ปะหีนัสสะ สัญโญชะนัสสะ อายะติง อะนุปปาโท โหติ. อนึ่ง ความที่สังโยชน์ อันตนละเสียแล้ว ย่อมไม่เกิดขึ้นต่อไปได้ ด้วยประการใด,
ตัญจะ ปะชานาติ. ย่อมรู้จักประการนั้นด้วย,
มะนัญจะ ปะชานาติ. ย่อมรู้จักใจด้วย,
ธัมเม จะ ปะชานาติ. ย่อมรู้จักธรรมารมณ์ (สิ่งที่พึงรู้ได้ด้วยใจ) ด้วย,
ยัญจะ ตะทุภะยัง ปะฏิจจะ อุปปัชชะติ สัญโญชะนัง. อนึ่ง สังโยชน์ ย่อมเกิดขึ้นอาศัยใจและธรรมารมณ์ทั้ง ๒ นั้นอันใด,
ตัญจะ ปะชานาติ. ย่อมรู้จักอันนั้นด้วย,
ยะถา จะ อะนุปปันนัสสะ สัญโญชะนัสสะ อุปปาโท โหติ. อนึ่ง ความที่สังโยชน์ อันยังไม่เกิดขึ้น ย่อมเกิดขึ้นด้วยประการใด,
ตัญจะ ปะชานาติ. ย่อมรู้จักประการนั้นด้วย,
ยะถา จะ อุปปันนัสสะ สัญโญชะนัสสะ ปะหานัง โหติ. อนึ่ง ความละสังโยชน์ ที่เกิดขึ้นแล้วเสียได้ ด้วยประการใด,
ตัญจะ ปะชานาติ. ย่อมรู้จักประการนั้นด้วย,
ยะถา จะ ปะหีนัสสะ สัญโญชะนัสสะ อายะติง อะนุปปาโท โหติ. อนึ่ง ความที่สังโยชน์ อันตนละเสียแล้ว ย่อมไม่เกิดขึ้นต่อไปได้ ด้วยประการใด,
ตัญจะ ปะชานาติ. ย่อมรู้จักประการนั้นด้วย,
อิติ อัชฌัตตัง วา ธัมเมสุ ธัมมานุปัสสี วิหะระติ. ดังนี้ ภิกษุย่อมพิจารณาเห็นธรรมในธรรม เป็นภายในบ้าง,
พะหิทธา วา ธัมเมสุ ธัมมานุปัสสี วิหะระติ. ย่อมพิจารณาเห็นธรรมในธรรมเป็นภายนอกบ้าง,
อัชฌัตตะพะหิทธา วา ธัมเมสุ ธัมมานุปัสสี วิหะระติ. ย่อมพิจารณาเห็นธรรมในธรรมทั้งภายในทั้งภายนอกบ้าง,
สะมุทะยะธัมมานุปัสสี วา ธัมเมสุ วิหะระติ. ย่อมพิจารณาเห็นธรรมดา คือความเกิดขึ้นในธรรมบ้าง,
วะยะธัมมานุปัสสี วา ธัมเมสุ วิหะระติ. ย่อมพิจารณาเห็นธรรมดา คือความเสื่อมไปในธรรมบ้าง,
สะมุทะยะวะยะธัมมานุปัสสี วา ธัมเมสุ วิหะระติ. ย่อมพิจารณาเห็นธรรมดา คือทั้งความเกิดขึ้นทั้งความเสื่อมไปในธรรมบ้าง,
อัตถิ ธัมมาติ วา ปะนัสสะ สะติปัจจุปัฏฐิตา โหติ. ก็หรือสติว่าธรรมมีอยู่ เข้าไปตั้งอยู่เฉพาะหน้าแก่เธอนั้น,
ยาวะเทวะ ญาณะมัตตายะ. แต่เพียงสักว่าเป็นที่รู้,
ปะติสสะติมัตตายะ. แต่เพียงสักว่าเป็นที่อาศัยระลึก,
อะนิสสิโต จะ วิหะระติ. เธอย่อมไม่ติดอยู่ด้วย,
นะ จะ กิญจิ โลเก อุปาทิยะติ. ย่อมไม่ยึดถืออะไรๆในโลกด้วย,
เอวัมปิ โข ภิกขะเว ภิกขุ ธัมเมสุ ธัมมานุปัสสี วิหะระติ ฉะสุ อัชฌัตติกะพาหิเรสุ อายะตะเนสุ. ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ภิกษุย่อมพิจารณาเห็นธรรมในธรรม คืออายตนะภายในและอายตนะภายนอก ๖ อย่างนี้แล,ฯ

		

อายะตะนะปัพพัง จบข้อกำหนดด้วยอายตนะ

		

๑๒.โพชฌงค์ (ข้อกำหดการพิจารณาโพชฌงค์)

		

ปุนะ จะปะรัง ภิกขะเว ภิกขุ. ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ข้ออื่นยังมีอยู่อีก ภิกษุ,
ธัมเมสุ ธัมมานุปัสสี วิหะระติ. ย่อมพิจารณาเห็นธรรมในธรรม,
สัตตะสุ โพชฌังเคสุ. คือโพชฌงค์ (องค์แห่งปัญญาเป็นเครื่องตรัสรู้ ๗ อย่าง),
กะถัญจะ ภิกขะเว. ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ก็อย่างไรภิกษุ,
ธัมเมสุ ธัมมานุปัสสี วิหะระติ. ย่อมพิจารณาเห็นธรรมในธรรม,
สัตตะสุ โพชฌังเคสุ. คือโพชฌงค์ ๗,
อิธะ ภิกขะเว ภิกขุ. ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ภิกษุในธรรมวินัยนี้,
สันตัง วา อัชฌัตตัง สะติสัมโพชฌังคัง. อนึ่ง เมื่อสติสัมโพชฌงค์ (องค์แห่งปัญญาเป็นเครื่องตรัสรู้ คือสติ) มี ณ ภายในจิต,
อัตถิ เม อัชฌัตตัง สะติสัมโพชฌังโคติ ปะชานาติ. ย่อมรู้ชัดว่า สติสัมโพชฌงค์มี ณ ภายในจิตของเรา,
อะสันตัง วา อัชฌัตตัง สะติสัมโพชฌังคัง. หรือเมื่อสติสัมโพชฌงค์ ไม่มี ณ ภายในจิต,
นัตถิ เม อัชฌัตตัง สะติสัมโพชฌังโคติ ปะชานาติ. ย่อมรู้ชัดว่า สติสัมโพชฌงค์ไม่มี ณ ภายในจิตของเรา,
ยะถา จะ อะนุปปันนัสสะ สะติสัมโพชฌงคัสสะ อุปปาโท โหติ. อนึ่ง ความที่สติสัมโพชฌงค์อันยังไม่เกิดขึ้น ย่อมเกิดขึ้นด้วยประการใด,
ตัญจะ ปะชานาติ. ย่อมรู้ชัดประการนั้นด้วย,
ยะถา จะ อุปปันนัสสะ สะติสัมโพชฌังคัสสะ ภาวะนาปาริปูริ โหติ. อนึ่ง ความเจริญบริบูรณ์ของสติสัมโพชฌงค์ ที่เกิดขึ้นแล้วย่อมเป็นด้วยประการใด,
ตัญจะ ปะชานาติ. ย่อมรู้ชัดประการนั้นด้วย,
สันตัง วา อัชฌัตตัง ธัมมะวิจะยะสัมโพชฌงคัง. อนึ่ง เมื่อธัมมะวิจยสัมโพชฌงค์(องค์แห่งปัญญาเป็นเครื่องตรัสรู้คือความเลือกเฟ้นธรรม) มี ณ ภายในจิต,
อัตถิ เม อัชฌัตตัง ธัมมะวิจะยะสัมโพชฌังโคติ ปะชานาติ. ย่อมรู้ชัดว่า ธัมมวิจยสัมโพชฌงค์ มี ณ ภายในจิตของเรา,
อะสันตัง วา อัชฌัตตัง ธัมมะวิจะยะสัมโพชฌังคัง. หรือเมื่อธัมมวิจยสัมโพฃฌงค์ ไม่มี ณ ภายในจิต,
นัตถิ เม อัชฌัตตัง ธัมมะวิจะยะสัมโพชฌังโคติ ปะชานาติ. ย่อมรู้ชัดว่า ธัมมะวิจยสัมโพชฌงค์ไม่มี ณ ภายในจิตของเรา,
ยะถา จะ อะนุปปันนัสสะ ธัมมะวิจะยะสัมโพชฌงคัสสะ อุปปาโท โหติ. อนึ่ง ความที่ธัมมวิจยสัมโพชฌงค์อันยังไม่เกิดขึ้น ย่อมเกิดขึ้นด้วยประการใด,
ตัญจะ ปะชานาติ. ย่อมรู้ชัดประการนั้นด้วย,
ยะถา จะ อุปปันนัสสะ ธัมมะวิจะยะสัมโพชฌังคัสสะ ภาวะนาปาริปูริ โหติ. อนึ่ง ความเจริญบริบูรณ์ของธัมมวิจยสัมโพชฌงค์ ที่เกิดขึ้นแล้วย่อมเป็นด้วยประการใด,
ตัญจะ ปะชานาติ. ย่อมรู้ชัดประการนั้นด้วย,
สันตัง วา อัชฌัตตัง วิริยะสัมโพชฌงคัง. อนึ่ง เมื่อวิริยะสัมโพชฌงค์(องค์แห่งปัญญาเป็นเครื่องตรัสรู้คือความเพียร) มี ณ ภายในจิต,
อัตถิ เม อัชฌัตตัง วิริยะสัมโพชฌังโคติ ปะชานาติ. ย่อมรู้ชัดว่า วิริยสัมโพชฌงค์ มี ณ ภายในจิตของเรา,
อะสันตัง วา อัชฌัตตัง วิริยะสัมโพชฌังคัง. หรือเมื่อวิริยสัมโพฃฌงค์ ไม่มี ณ ภายในจิต,
นัตถิ เม อัชฌัตตัง วิริยะสัมโพชฌังโคติ ปะชานาติ. ย่อมรู้ชัดว่า วิริยสัมโพชฌงค์ไม่มี ณ ภายในจิตของเรา,
ยะถา จะ อะนุปปันนัสสะ วิริยะสัมโพชฌงคัสสะ อุปปาโท โหติ. อนึ่ง ความที่วิริยสัมโพชฌงค์อันยังไม่เกิดขึ้น ย่อมเกิดขึ้นด้วยประการใด,
ตัญจะ ปะชานาติ. ย่อมรู้ชัดประการนั้นด้วย,
ยะถา จะ อุปปันนัสสะ วิริยะสัมโพชฌังคัสสะ ภาวะนาปาริปูริ โหติ. อนึ่ง ความเจริญบริบูรณ์ของวิริยสัมโพชฌงค์ ที่เกิดขึ้นแล้วย่อมเป็นด้วยประการใด,
ตัญจะ ปะชานาติ. ย่อมรู้ชัดประการนั้นด้วย,
สันตัง วา อัชฌัตตัง ปิติสัมโพชฌงคัง. อนึ่ง เมื่อปิติสัมโพชฌงค์(องค์แห่งปัญญาเป็นเครื่องตรัสรู้คือปิติความปลื้มกายปลื้มใจ) มี ณ ภายในจิต,
อัตถิ เม อัชฌัตตัง ปิติสัมโพชฌังโคติ ปะชานาติ. ย่อมรู้ชัดว่า ปิติสัมโพชฌงค์ มี ณ ภายในจิตของเรา,
อะสันตัง วา อัชฌัตตัง ปิติสัมโพชฌังคัง. หรือเมื่อปิติสัมโพฃฌงค์ ไม่มี ณ ภายในจิต,
นัตถิ เม อัชฌัตตัง ปิติสัมโพชฌังโคติ ปะชานาติ. ย่อมรู้ชัดว่า ปิติสัมโพชฌงค์ไม่มี ณ ภายในจิตของเรา,
ยะถา จะ อะนุปปันนัสสะ ปิติสัมโพชฌงคัสสะ อุปปาโท โหติ. อนึ่ง ความที่ปิติสัมโพชฌงค์อันยังไม่เกิดขึ้น ย่อมเกิดขึ้นด้วยประการใด,
ตัญจะ ปะชานาติ. ย่อมรู้ชัดประการนั้นด้วย,
ยะถา จะ อุปปันนัสสะ ปิติสัมโพชฌังคัสสะ ภาวะนาปาริปูริ โหติ. อนึ่ง ความเจริญบริบูรณ์ของปิติสัมโพชฌงค์ ที่เกิดขึ้นแล้วย่อมเป็นด้วยประการใด,
ตัญจะ ปะชานาติ. ย่อมรู้ชัดประการนั้นด้วย,
สันตัง วา อัชฌัตตัง ปัสสัทธิสัมโพชฌงคัง. อนึ่ง เมื่อปัสสัทธิสัมโพชฌงค์(องค์แห่งปัญญาเป็นเครื่องตรัสรู้คือปัสสัทธิ ความสงบกายสงบจิต) มี ณ ภายในจิต,
อัตถิ เม อัชฌัตตัง ปัสสัทธิสัมโพชฌังโคติ ปะชานาติ. ย่อมรู้ชัดว่า ปัสสัทธิสัมโพชฌงค์ มี ณ ภายในจิตของเรา,
อะสันตัง วา อัชฌัตตัง ปัสสัทธิสัมโพชฌังคัง. หรือเมื่อปัสสัทธิสัมโพฃฌงค์ ไม่มี ณ ภายในจิต,
นัตถิ เม อัชฌัตตัง ปัสสัทธิสัมโพชฌังโคติ ปะชานาติ. ย่อมรู้ชัดว่า ปัสสัทธิสัมโพชฌงค์ไม่มี ณ ภายในจิตของเรา,
ยะถา จะ อะนุปปันนัสสะ ปัสสัทธิสัมโพชฌงคัสสะ อุปปาโท โหติ. อนึ่ง ความที่ปัสสัทธิสัมโพชฌงค์อันยังไม่เกิดขึ้น ย่อมเกิดขึ้นด้วยประการใด,
ตัญจะ ปะชานาติ. ย่อมรู้ชัดประการนั้นด้วย,
ยะถา จะ อุปปันนัสสะ ปัสสัทธิสัมโพชฌังคัสสะ ภาวะนาปาริปูริ โหติ. อนึ่งความเจริญบริบูรณ์ของปัสสัทธิสัมโพชฌงค์ ที่เกิดขึ้นแล้วย่อมเป็นด้วยประการใด,
ตัญจะ ปะชานาติ. ย่อมรู้ชัดประการนั้นด้วย,
สันตัง วา อัชฌัตตัง สะมาธิสัมโพชฌงคัง. อนึ่ง เมื่อสมาธิสัมโพชฌงค์(องค์แห่งปัญญาเป็นเครื่องตรัสรู้คือสมาธิ ความที่จิตตั้งมั่นอยู่ในอารมณ์อันเดียว) มี ณ ภายในจิต,
อัตถิ เม อัชฌัตตัง สะมาธิสัมโพชฌังโคติ ปะชานาติ. ย่อมรู้ชัดว่า สมาธิสัมโพชฌงค์ มี ณ ภายในจิตของเรา,
อะสันตัง วา อัชฌัตตัง สะมาธิสัมโพชฌังคัง. หรือเมื่อสมาธิสัมโพฃฌงค์ ไม่มี ณ ภายในจิต,
นัตถิ เม อัชฌัตตัง สะมาธิสัมโพชฌังโคติ ปะชานาติ. ย่อมรู้ชัดว่า สมาธิสัมโพชฌงค์ไม่มี ณ ภายในจิตของเรา,
ยะถา จะ อะนุปปันนัสสะ สมาธิสัมโพชฌงคัสสะ อุปปาโท โหติ. อนึ่ง ความที่สมาธิสัมโพชฌงค์อันยังไม่เกิดขึ้น ย่อมเกิดขึ้นด้วยประการใด,
ตัญจะ ปะชานาติ. ย่อมรู้ชัดประการนั้นด้วย,
ยะถา จะ อุปปันนัสสะ สะมาธิสัมโพชฌังคัสสะ ภาวะนาปาริปูริ โหติ. อนึ่ง ความเจริญบริบูรณ์ของสมาธิสัมโพชฌงค์ ที่เกิดขึ้นแล้วย่อมเป็นด้วยประการใด,
ตัญจะ ปะชานาติ. ย่อมรู้ชัดประการนั้นด้วย,
สันตัง วา อัชฌัตตัง อุเปกขาสัมโพชฌงคัง. อนึ่ง เมื่ออุเบกขาสัมโพชฌงค์(องค์แห่งปัญญาเป็นเครื่องตรัสรู้คืออุเบกขา ความที่จิตมัธยัสถ์เป็นกลาง) มี ณ ภายในจิต,
อัตถิ เม อัชฌัตตัง อุเปกขาสัมโพชฌังโคติ ปะชานาติ. ย่อมรู้ชัดว่า อุเบกขาสัมโพชฌงค์ มี ณ ภายในจิตของเรา,
อะสันตัง วา อัชฌัตตัง อุเปกขาสัมโพชฌังคัง. หรือเมื่ออุเบขาสัมโพฃฌงค์ ไม่มี ณ ภายในจิต,
นัตถิ เม อัชฌัตตัง อุเปกขาสัมโพชฌังโคติ ปะชานาติ. ย่อมรู้ชัดว่า อุเบกขาสัมโพชฌงค์ไม่มี ณ ภายในจิตของเรา,
ยะถา จะ อะนุปปันนัสสะ อุเปกขาสัมโพชฌงคัสสะ อุปปาโท โหติ. อนึ่ง ความที่อุเบกขาสัมโพชฌงค์อันยังไม่เกิดขึ้น ย่อมเกิดขึ้นด้วยประการใด,
ตัญจะ ปะชานาติ. ย่อมรู้ชัดประการนั้นด้วย,
ยะถา จะ อุปปันนัสสะ อุเปกขาสัมโพชฌังคัสสะ ภาวะนาปาริปูริ โหติ. อนึ่ง ความเจริญบริบูรณ์ของอุเบกขาสัมโพชฌงค์ ที่เกิดขึ้นแล้วย่อมเป็นด้วยประการใด,
ตัญจะ ปะชานาติ. ย่อมรู้ชัดประการนั้นด้วย,
อิติ อัชฌัตตัง วา ธัมเมสุ ธัมมานุปัสสี วิหะระติ. ดังนี้ ภิกษุย่อมพิจารณาเห็นธรรมในธรรม เป็นภายในบ้าง,
พะหิทธา วา ธัมเมสุ ธัมมานุปัสสี วิหะระติ. ย่อมพิจารณาเห็นธรรมในธรรมเป็นภายนอกบ้าง,
อัชฌัตตะพะหิทธา วา ธัมเมสุ ธัมมานุปัสสี วิหะระติ. ย่อมพิจารณาเห็นธรรมในธรรมทั้งภายในทั้งภายนอกบ้าง,
สะมุทะยะธัมมานุปัสสี วา ธัมเมสุ วิหะระติ. ย่อมพิจารณาเห็นธรรมดา คือความเกิดขึ้นในธรรมบ้าง,
วะยะธัมมานุปัสสี วา ธัมเมสุ วิหะระติ. ย่อมพิจารณาเห็นธรรมดา คือความเสื่อมไปในธรรมบ้าง,
สะมุทะยะวะยะธัมมานุปัสสี วา ธัมเมสุ วิหะระติ. ย่อมพิจารณาเห็นธรรมดา คือทั้งความเกิดขึ้นทั้งความเสื่อมไปในธรรมบ้าง,
อัตถิ ธัมมาติ วา ปะนัสสะ สะติปัจจุปัฏฐิตา โหติ. ก็หรือสติว่าธรรมมีอยู่ เข้าไปตั้งอยู่เฉพาะหน้าแก่เธอนั้น,
ยาวะเทวะ ญาณะมัตตายะ. แต่เพียงสักว่าเป็นที่รู้,
ปะติสสะติมัตตายะ. แต่เพียงสักว่าเป็นที่อาศัยระลึก,
อะนิสสิโต จะ วิหะระติ. เธอย่อมไม่ติดอยู่ด้วย,
นะ จะ กิญจิ โลเก อุปาทิยะติ. ย่อมไม่ยึดถืออะไรๆในโลกด้วย,
เอวัมปิ โข ภิกขะเว ภิกขุ ธัมเมสุ ธัมมานุปัสสี วิหะระติ. สัตตะสุ โพชฌังเคสุ. ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ภิกษุย่อมพิจารณาเห็นธรรมในธรรม คือโพชฌงค์ ๗ อย่างนี้แล,ฯ

		

โพชฌังคะปัพพัง จบข้อกำหนดด้วยโพชฌงค์