ประโยชน์ของวิปัสสนากรรมฐาน

ประโยชน์ของวิปัสสนากัมมัฏฐาน ๒๑ ประการ

๑.    ช่วยบรรเทา และบำบัดโรคทางใจต่างๆ (Mindfulness Therapy) เช่น โรคซึมเศร้า Major Depressive Disorder - MDD) โรคย้ำคิดย้ำทำ (Obsessive Compulsive Disorder - OCD) โรคเครียด (General Stress Disorder - GSD / Mindfulness Based Stress Reduction - MBSR) โรคนอนไม่หลับ โรคโกรธง่าย โรคติดบุหรี่ โรคคิดเชิงลบ มองโรคในแง่ร้าย โรคขี้บ่น โรคฟุ้งซ่านเหม่อลอย โรคสมาธิสั้น และโรคทางใจอื่นๆ (Stress Reduction & Anger Management)

๒.    ช่วยพัฒนาและปรับเปลี่ยนพฤติกรรมของ ตนเอง อาชีพ และครอบครัว (Mindfulness Development for Self, Career and Family)

๓.    สามารถบรรเทานิวรณ์ ๕ ประการที่เป็นอุปสรรคของการปฏิบัติได้

๔.    ตัดวัฏฏสงสารได้ตามกำลังมรรค และตัดภพตัดชาติ

๕.    ช่วยรักษาโรคร้าย หรือ โรคเรื้อรัง บางอย่างได้  ถ้าเจริญวิปัสสนาจนถึงระดับหนึ่ง

๖.    ช่วยให้จิตมีสมาธิดี และมีความจำดี

๗.    พัฒนาการศึกษาเล่าเรียน สติปัญญาเฉียบแหลม 

๘.    พัฒนาความคิดเชิงบวก ดี และ กระทำสิ่งที่ถูกต้องได้

๙.    ช่วยตัดเวรตัดกรรม หรือ แก้กรรมที่ได้เคยทำมาในอดีต ถ้าเจริญวิปัสสนาจนถึงระดับหนึ่ง

๑๐.  ทำให้สุขภาพแข็งแรง ไร้โรคเบียดเบียน

๑๑.  ทำให้ทุกข์ทางใจน้อยลง เพราะคลายความยึดมั่นในอารมณ์ที่เป็นทุกข์ และสิ่งทั้งปวงลงได้ ซึ่งทำให้สามารถแก้ไข ปัญหาทางใจได้ดี โดยไม่วุ่นวายเดือดร้อนไปตามกระแสของโลก

๑๒.  ทำให้เกิดความสุขสงบทางใจที่เรียกว่า สมาธิสุข ซึ่งมีมากกว่า กามสุข (ความสุขทางโลก)

๑๓.   ป้องกันกิเลสและทำลายกิเลสทุกระดับ อันเป็นต้นเหตุของความทุกข์ความเดือดร้อนต่างๆ ลงไปด้วยจิตใจที่มั่นคง รู้เท่าทันอารมณ์ภายในตนเอง และไม่เผลอตามสิ่งเร้า หรือสิ่งยั่วยุจากสิ่งแวดล้อมภายนอก

๑๔.  ช่วยให้แคล้วคลาดจากอุบัติเหตุ หรือบรรเทาจากหนักให้เป็นเบาได้ 

๑๕.  ทำให้ความเห็นแก่ตัวน้อยลง และเสียสละบำเพ็ญประโยชน์ แก่ ผู้อื่น ครอบครัว และสังคม

๑๖.   พัฒนาศีลธรรม คุณธรรม และจริยธรรมในใจให้มีมากขึ้นตามลำดับ

๑๗.  เสริมสร้างให้เกิด หิริและโอตตัปปะ คือความเกรงกลัวและละอายต่อบาป ทางกาย วาจา และใจ

๑๘.  เป็นการทำบุญที่สูงที่สุด และมีค่ามากที่สุด กว่า การทำทาน และรักษาศีล

๑๙.   สามารถบรรลุความเป็นอริยบุคคล ตั้งแต่ โสดาบัน เป็นต้น ซึ่งเป็นบุญและมีคุณค่าสูงสุดสำหรับนุษย์ อย่างเท่าเทียมกันทุกคน โดยไม่แบ่งชนชาติ ฐานะ ตำแหน่ง หรือการศึกษา

๒๐.  สามารถอธิษฐานเข้า ผลสมาบัติ และนิโรธสมาบัติ อันเป็นความสุขขั้นสูงในปัจจุบันได้

๒๑.  ย่อมได้เสวยผลและดื่มรสในอริยผล อันเกิดจากการปฏิบัติ เมื่อเข้าถึงอารมณ์พระนิพพาน (นิพพานสุข - ความสุขสูงสุด ของพุทธศาสนา)

 

วิปัสสนากัมมัฏฐาน - เหมาะแก่บุคคล ๒ ประเภท
 
.  คนที่มีความทุกข์ทางใจ ทุกคนไม่ว่าจะเป็นมหาเศรษฐี ดารา นักร้อง หรือนายกรัฐมนตรี ย่อมมีความทุกข์ทางใจ ไม่มากก็น้อย เพราะธรรมชาติของจิต ย่อมมีการยึดมั่นถือมั่นในอารมณ์ จึงทำให้จมติด และปรุงแต่งอยู่กับความทุกข์ หากปล่อยวางไม่ได้ ความทุกข์ก็เกิดขึ้นในจิตใจ  แม้จะมีเงินทองก็ซื้อความทุกข์ให้หายไปไม่ได้  ทุกครั้งที่เกิดความทุกข์ใดๆ ย่อมเผาตัวเองให้ได้รับทุกขเวทนา และเป็นการทำลายสุขภาพทางกายไปด้วยพร้อมกัน
 
.  คนที่แสวงหาความสุขที่สูงกว่ากามสุข ที่ตนเคยมี ซึ่งเป็นความสุขในการเข้าถึง สมาธิสุข ของจิต จนกระทั่งถึงความสุขสูงสุดของมนุษย์คือ นิพพานสุข
 
 
วิปัสสนากัมมัฏฐาน - การพัฒนาสังคม ๗ ระดับ
 
วิปัสสนากัมมัฏฐานคือการอบรมพัฒนาจิตของมนุษย์ เพื่อให้ลดละกิเลส(โมหะ โลภะ โทสะ) ได้อย่างมีประสิทธิภาพมากที่สุด โดยวัดผลได้เป็นรูปธรรม  ผู้ใดได้ฝึกปฏิบัติวิปัสสนาจนบรรลุสู่อารมณ์พระนิพพานแล้ว ผู้นั้นจะเกิดการพัฒนาจิตให้เกิดปัญญา และความสุขต่อตนเองก่อน แล้วค่อยๆ ขยายพัฒนาสู่บริบทของสังคมในระดับกว้างออกไปถึง ๗ ระดับ ดังนี้
 
๑. การพัฒนาตนเอง
 
ความทุกข์ทางใจของมนุษย์ล้วนเกิดขึ้นจากการเข้าไปยึดมั่น หลงใหล และปรุงแต่งกับอารมณ์ไม่ว่าสุข หรือทุกข์ ที่เกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง จนเป็นปัจจัยทำให้เกิดความคิด คำพูด หรือการกระทำ  ผู้ใดได้ฝึกเจริญสติจนบรรเทา ลดละ และไม่ยึดติดในกิเลส ๓ ได้แล้ว ความทุกข์ทางใจย่อมจะไม่เกิด  ส่วนปัญหาในชีวิตประจำวันของเรื่องส่วนตัว ครอบครัว หรือการทำงาน
 
โยคีต้องหาความรู้อย่างมีเหตุผลมาช่วยแก้ไขเพิ่มเติมด้วย จึงจะได้ทั้งทางโลกและทางธรรม  แม้ว่าบุคคลจะไม่มีความทุกข์ทางใจ แต่ถ้าต้องการแสวงหาความสุขที่สูงกว่า กามสุขที่ตนเคยมี สามารถฝึกฝนอบรมเพื่อเพิ่มความสุขที่สุขุมลึกซึ้ง มากกว่ากามสุข(ระดับ ๑) สู่สมาธิสุข(ระดับ ๒) จนถึงความสุขสูงสุดของมนุษยชาติ คือนิพพานสุข(ระดับ ๓) ได้ด้วยวิปัสสนากัมมัฏฐาน
 
วิปัสสนากัมมัฏฐานไม่ใช่การเรียนรู้แค่ทฤษฎีหรือความเข้าใจ แต่เป็นการฝึกฝนให้เข้าถึงจิตภายใน เพื่อเข้าใจเรื่องการทำงานของจิต,  การรู้จักอารมณ์ต่างๆ ภายในจิตและวิธีจัดการอารมณ์ (อกุศลหรือกิเลส) เช่น โลภหรือโลภะ(ความสุข ความยินดีพอใจ ความยึดติด ความอยากได้ อยากมี อยากเป็น), โกรธหรือโทสะ(ความโมโห ไม่พอใจ ไม่อยากได้ ไม่อยากมี ไม่อยากเป็น) และ หลงหรือโมหะ(ความคิด ฟุ้งซ่าน เหม่อลอย ขาดสติ เป็นต้น)
 
คนจำนวนมากไม่มีโอกาสได้ศึกษา และเรียนรู้เรื่องของจิตหรืออารมณ์ภายใน เพราะเรียนแต่วิชาการทางโลกเพื่อประกอบอาชีพ คงไม่มีใครโต้แย้งได้ว่า คุณค่าสูงสุดของมนุษย์คือเรื่องของจิต การศึกษาเรื่องจิตช่วยให้สามารถควบคุมตนเอง สู่พฤติกรรมที่ดีเป็นกุศล  ในระดับความคิด(มโนกรรม-ใจ) คำพูด(วจีกรรม-วาจา) และการกระทำ(กายกรรม-กาย)
 
ผลของวิปัสสนากัมมัฏฐานอีกเรื่องที่สังเกตุได้ชัดเจน สำหรับผู้ปฏิบัติอย่างต่อเนื่องเป็นระยะเวลาหนึ่ง คือการมี หิริโอตตัปปะ  (การละอายและเกรงกลัวต่อความผิด) ที่เกิดขึ้นเอง ทางกาย วาจา ใจต่อผู้อื่น  แม้แต่ความคิดเล็กน้อยหรือคำพูดที่ไปกระทบผู้อื่น ยังผุดขึ้นในใจเพื่อเตือนตนเองในภายหลัง ซึ่งทำให้ผู้นั้นมีสติรับรู้และรู้สึกผิดจนไม่กล้าทำผิดเรื่องใหญ่โตเช่น ละเมิดศีล ๕ เป็นต้น  หิริโอตตัปปะที่ได้รับการพัฒนาแล้ว ย่อมส่งผลให้ผู้นั้นเกิดศรัทธาในเรื่องการทำดีได้ดี ทำชั่วได้ชั่ว ที่จะถูกบันทึกเก็บไว้ในจิต ไม่ว่าบุญหรือบาป ทำให้ผู้นั้นยอมรับและเชื่อมั่นในเรื่องกฏแห่งกรรม
 
วิปัสสนากัมมัฏฐานคือกระบวนการฝึกเพื่อเสริมสร้างสติกำหนดระลึกรู้อารมณ์ โดยไม่ติดหรือปรุงแต่งไปกับทั้งอารมณ์ใด ไม่ว่าจะเป็นสุขหรือทุกข์ จนจิตเกิดปัญญาในการลดละกิเลส ๓ (โมหะ โลภะ และโทสะ) ซึ่งสอดคล้องกับการฝึกฝนในระดับจิตสำนึก (Conscious-จิตรับรู้ทั่วไปในระดับตื้น) เพื่อแก้ไข, ปรับเปลี่ยนหรือพัฒนา  จิตใต้สำนึก (Subconscious - จิตในระดับลึกที่เก็บสะสมนิสัย หรือพฤติกรรม) ตามหลักจิตวิทยาตะวันตก เพราะวิปัสสนาสามารถนำพาจิตลงสู่เบื้องลึก เพื่อเปิดจิตใต้สำนึก แล้วชำระล้างกิเลส ๓  และปรับเปลี่ยนพฤติกรรมที่ไม่ดี ในจิตใต้สำนึกทางด้านความคิด, คำพูด และการกระทำ
 
นักจิตวิทยายังได้ศึกษาทฤษฎีของจิตในเรื่อง ID, Ego, และSuperEgo ซึ่งสามารถนำมาเปรียบได้กับ พละกำลังของปัญญา จากวิปัสสนากัมมัฏฐาน เพื่อเอาชนะกิเลสและพัฒนาจิตใจดังนี้
 
ก)  IDเปรียบคล้ายกับกิเลส ๓ (โมหะ โลภะ โทสะ) ที่เป็นสันดานดิบของมนุษย์ ซึ่งเป็นกำลังฝ่ายชั่วที่ไม่ดีของจิต 
 
ข)  Egoคล้ายกับสติที่เป็นตัวระลึกรู้สันดานดิบหรืออกุศล  เหตุการณ์บางอย่างจิตจะเลือกทำตามอารมณ์ของสันดานดิบ(ฝ่ายชั่วหรืออกุศล) หรือเลือกทำตามพลังกุศลฝ่ายดี ขึ้นอยู่กับพละกำลังปัญญาที่ได้เรียนรู้และฝึกฝนมาจาก SuperEgo
 
ค)  SuperEgoคล้ายกับปัญญา คือพลังกุศลฝ่ายดีที่ช่วยดึงออกจากอำนาจฝ่ายชั่วในจิต  ถ้าการฝึกวิปัสสนากัมมัฏฐาน(พลังฝ่ายดี) ไม่เพียงพอ จิตจะขาดพละกำลัง แล้วมักจะไหลไปสู่การกระทำตามใจในกิเลส ๓  แต่ถ้าฝึกวิปัสสนากัมมัฏฐาน จนทำให้มีพลังกุศลฝ่ายดีมากกว่าฝ่ายชั่ว  จิตสามารถยับยั้งกิเลส ๓ ได้ในระดับหนึ่ง แล้วเลือกปฏิบัติไปสู่ความคิดดี พูดดี และทำดีซึ่งมีส่วนทำให้มนุษย์มีความทุกข์น้อยลง โดยใช้ชีวิตอยู่ในโลกนี้ได้อย่างมีความสุขทั้งแก่ตน และสังคมรอบข้าง
 

ทฤษฎีของตะวันตกอีกเรื่องที่นิยมในปัจจุบันเกี่ยวกับการพัฒนามนุษย์ คือหลักQuotient ที่เป็นทฤษฎีการพัฒนาความฉลาดด้านต่างๆ ตามหลักจิตวิทยา โดยมุ่งเน้นไปสู่การพัฒนาจิตวิญญาณ ซึ่งจิตของพุทธศาสนาในฝ่ายตะวันออกที่นิยมใช้คือ วิปัสสนากัมมัฏฐาน เพื่อพัฒนาจิตวิญญาณ และเมื่อพัฒนาจิตตนเองได้แล้ว การพัฒนาในระดับอื่น ก็จะเกิดผลตามมาอีกหลายด้านดังนี้

              ๑)  Spiritual Quotient(SQ)คือการพัฒนาความฉลาดในจิตวิญญาณ เพื่อสันติสุขของตนและผู้อื่น  วิปัสสนากัมมัฏฐาน หรือการเจริญสติปัฏฐานเป็นหลักสำคัญที่สุด ของพุทธศาสนาในการพัฒนาจิตวิญญาณโดยตรง  หลังจากได้พัฒนาจิตให้เกิดปัญญาแล้ว ย่อมส่งผลดี และเป็นปัจจัยต่อการพัฒนา ความฉลาดทางศีลธรรม(MQ)  และความฉลาดด้านอื่นๆ ต่อไป

              ๒)  Moral Quotient(MQ) คือการพัฒนาความฉลาดทางศีลธรรมในด้านกาย วาจา ใจ หรือความคิด คำพูด และพฤติกรรมซึ่งเป็นความฉลาดทางจริยธรรม ในการประพฤติปฏิบัติตนอย่างถูกต้อง และสร้างสรรค์โดยเน้นไปที่ผู้มีศีลธรรม มีความรู้สึกผิดชอบชั่วดีประพฤติปฏิบัติในทางดีงาม และเป็นผู้มีน้ำใจช่วยเหลือเอื้อเฟื้อ  เมื่อได้พัฒนาด้านศีลธรรมแล้ว ผลที่ตามมายังช่วยพัฒนา ทางด้านความฉลาดทางอารมณ์(EQ)
 
              ๓)  Emotional Quotient(EQ) คือการพัฒนาความฉลาดทางอารมณ์ในสติปัญญา และเป็นความสามารถ ของบุคคลในการนำไปสู่การเป็นคนดี และมีความสุขโดยมุ่งเน้น การเป็นคนมีอารมณ์ดีและใจเย็น ซึ่งมักจะเป็นคนมองโลกในแง่ดี ไม่เครียดและมีชีวิตที่เป็นสุข  เมื่อได้พัฒนาทางด้านอารมณ์แล้ว จิตสามารถควบคุมกิเลสทางกาย วาจา และใจได้ดี ทำให้ไม่เสียเวลาไปกับเรื่องไร้สาระ ซึ่งมีประโยชน์ต่อการเรียน วิชาชีพ และการทำงาน เป็นผลทำให้เกิดการพัฒนา ความฉลาดทางปัญญา (IQ)
 
              ๔)  Intelligence Quotient(IQ) คือการพัฒนาความฉลาดในด้านความรู้ การเรียน และการทำงาน สำหรับมนุษย์ที่มี IQ หรือความรู้สูง มิได้หมายความว่าเป็นคนดีมีศีลธรรมทุกคน  ส่วนคนที่เป็นคนดีก็มิได้หมายความว่าจะมี IQสูง  แต่คนดีที่ได้พัฒนาจิตวิญญาณแล้ว จะสามารถช่วยพัฒนาตนให้เรียนหนังสือเก่ง หรือทำงานเก่งได้ดีกว่าคนขี้เกียจ  ตัวอย่างของฆาตกรรมหลายคดี เกิดจากผู้ต้องหาระดับปริญญาเอก ซึ่งเป็นเครื่องยืนยันได้ว่า คนเก่งมี IQ สูง ไม่ได้เป็นคนดีทุกคน
 
วิปัสสนากัมมัฏฐานของพระพุทธศาสนา คืออุปกรณ์ในการฝึกอบรม เพื่อพัฒนาจิตได้อย่างยั่งยืนถาวร เพื่อลดความทุกข์ และเสริมสร้างความสุข ซึ่งเป็นหลักการที่เรียกได้ว่าเป็นการสร้างจิตพอเพียง ที่นำพาไปสู่การปฏิบัติตามแนวคิดเศรษฐกิจพอเพียง ได้อย่างดี
 
๒. ครอบครัวสันติสุข
 
วิปัสสนากัมมัฏฐานที่ฝึกดีแล้วสามารถควบคุม ลด และละกิเลส ๓ ในระดับหนึ่งได้  เมื่อกลับไปสู่สังคมครอบครัว สามารถปรับเปลี่ยนพฤติกรรม ให้เกิดสันติสุขได้เช่น การปรับตัวเองให้เข้ากับครอบครัวได้ดีขึ้น, ไม่สร้างปัญหาเรื่องเดือดร้อน, ช่วยเหลืองานครอบครัวมากขึ้น, ลดความขัดแย้ง, มีความรับผิดชอบมากขึ้น และเป็นผู้เผยแผ่สร้างความดีงามแก่ครอบครัว ด้วยความเมตตากรุณาที่อยากแนะนำให้คนในครอบครัว ได้ฝึกปฏิบัติวิปัสสนา  ถ้าหากมีบุตรธิดา ย่อมเป็นพ่อแม่ตัวอย่างที่ดี ในการสั่งสอนลูกหลานให้มีวิถีชีวิตที่ดีงาม ทำให้ครอบครัว และสังคมอยู่เย็นเป็นสุข
 
๓. การทำงานและวิชาชีพ
 
วิปัสสนาช่วยให้บุคคลทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ, มีความจดจ่อในการงาน และทำงานเสร็จเร็วขึ้น เพราะไม่ไปเสียเวลากับ ความคิดเหม่อลอยฟุ้งซ่าน หรือเรื่องที่ไม่เกี่ยวกับงาน  อีกทั้งยังมีสติตามรู้จิตตนเองได้ทัน, ควบคุมความคิด คำพูดและการกระทำได้ดี, ลดอคติกับเพื่อนร่วมงาน, มีสติเข้าใจประเด็นเนื้อหาของการทำงานได้เร็ว, มีความซื่อสัตย์สุจริต, มีความอดทน, ยึดเหตุผลเป็นหลัก และมีมนุษยสัมพันธ์ที่ดีต่อคนรอบข้าง
 
๔. คู่ครองและสังคมเพื่อน
 
บุคคลที่ได้รับการพัฒนาจิตแล้ว ย่อมไม่เอาเปรียบเพื่อน หรือนำพาเรื่องเดือดร้อนมาให้ แต่กลับมีความเมตตากรุณา โดยเป็นกัลยาณมิตรที่ดี หรือเพื่อนแท้ และยังชักชวนกันมาฝึกวิปัสสนากัมมัฏฐาน  นอกจากนั้นยังสามารถตรวจสอบหากิเลส ๓ ซึ่งเป็นอุปกรณ์ ช่วยคัดสรรหาคู่ครองได้อย่างดี เพราะถ้าเลือกคนที่มีกิเลส ๓ มาก ย่อมเสี่ยงต่อเรื่องทุกข์ใจ และเรื่องเดือดร้อนในอนาคต แต่ถ้าคู่ครองที่มีกิเลสน้อย ย่อมลดเรื่องขัดแย้ง, ทะเลาะกัน, เอาแต่ใจ หรือการเบียดเบียนเอาเปรียบกัน ซึ่งในระยะยาว ย่อมจะทำให้อยู่กันได้อย่างสันติสุขยั่งยืน  หากหญิงชายทั้ง ๒ ชักชวนกันมาปฏิบัติวิปัสสนาเป็นประจำ จะนำความสุขแก่ตนและครอบครัว
 
ดังนั้นหากชวนใครมาฟังหลักการ และวิธีปฏิบัติวิปัสสนาแล้วไม่ชอบใจ, เกิดความเบื่อ, กระวนกระวายใจ แล้วอยากรีบกลับ หรือหาข้ออ้างชวนไปทำอย่างอื่น ยกเว้นคนที่ไม่มีเวลาหรือมีงานสำคัญต้องทำแล้ว สาเหตุเป็นเพราะบุคคลไม่ได้สะสมบุญ ด้านวิปัสสนาภาวนามาก่อนและยังสะท้อนถึงกิเลสในใจ  แต่สำหรับคนที่สนใจ และยินดีฝึกปฏิบัติวิปัสสนาได้อย่างต่อเนื่อง ย่อมแสดงถึงคุณสมบัติที่ดีควรค่าต่อการพิจารณาเป็นคู่ครอง
 
๕. สังคมภายในประเทศ
 
วิปัสสนากัมมัฏฐานช่วยให้บุคคลมีหิริโอตตัปปะ(เกรงกลัวและละอายใจต่อบาปกรรม), รู้หน้าที่ของพลเมืองที่ดี, รับผิดชอบต่อสังคม, ไม่เอาเปรียบสังคม, ไม่อยากทำให้ใครเดือดร้อน หรือคดโกงต่อประเทศ อีกทั้งยังเป็นคนมีเหตุมีผล, คำนึงถึงสังคม และช่วยพัฒนาประเทศ
 
คำสอนของพุทธศาสนาเป็นแบบอย่างของหลักประชาธิปไตย เพราะพุทธศาสนาได้รับการยอมรับว่า เป็นศาสนาที่มีความเหมาะสมมาก สำหรับสังคมประชาธิปไตยใน ๓ ด้านคือ เสรีภาพ(ทำให้มีอิสระเสรีในสังคมภายใต้กฎหมาย และยังสอนให้มีอิสรภาพหลุดพ้นจากขันธ์ ๕ หรือรูปนามโดยมีเป้าหมายคือพระนิพพาน), เสมอภาพ(คนทุกวรรณะ ฐานะ ความรู้ หรือชนชั้น มีความเท่าเทียมกัน  และยังสามารถปฏิบัติได้ถึงเท่าเทียมกัน โดยไม่กีดกันแบ่งแยก) และ ภราดรภาพ(ให้มีเมตตา ต่อทุกชีวิตของสังคม เพราะว่าสรรพสัตว์ทั้งหลาย ล้วนแล้วแต่เคยเป็นครอบครัวเดียวกัน)  
 
วิปัสสนาคือการพัฒนาพฤติกรรมให้เกิดศีล ๕ ครบบริบูรณ์, รู้จักใช้จ่าย, รู้จักเก็บออม และรู้จักลงทุน ซึ่งทำให้สังคมมีสันติสุข และย่อมสนับสนุนให้เกิด สังคมเศรษฐกิจพอเพียงได้อย่างยั่งยืน
 
๖. สังคมโลก
 
เมื่อพลเมืองไม่ละเมิดศีล ๕ แล้ว ย่อมมีผลดีต่อชุมชน, สังคม และประเทศ ซึ่งทำให้เกิดสันติสุข, ความสงบเรียบร้อย และสันติภาพภายในประเทศ  ความดีงามเหล่านั้นจะแพร่ขยายไปสู่สังคมโลกในวงกว้าง  หากสันติภาพภายในไม่สงบ ภายนอกก็ไม่สงบเช่นกัน 
 
ดังนั้นถ้าทุกประเทศมุ่งพัฒนาจิตของพลเมือง  โลกนี้จะเกิดการแบ่งปัน, ไม่เอาเปรียบกัน, ช่วยเหลือกันอย่างสร้างสรรค์ และเกิดความสงบสุข จนในที่สุดสามารถนำพาสังคมให้เกิดสันติภาพโลก และการพัฒนาที่ยั่งยืน(Sustainable Development)
 
๗. การพัฒนาจิตวิญญาณสู่ กระบวนทัศน์ใหม่ ยุคหลังสมัยใหม่ (New Paradigm for Post Modern Era - Year 2012, 2030and 2050)
 
นักวิชาการต่างประเทศเช่น ปิแอร์ เตยา เดอ ชาดัง, ศรี อรพินโธ รวมทั้ง เคน วิลเบอร์, ฟริตจ๊อป แคปร้า  กระทั่งนักนิเวศน์อย่าง พอล แอร์ลิช หรือ เลสเตอร์ บราวน์ แห่งสถาบันจับตาสภาวะโลก ได้นำเสนอข้อมูลเชิงวิทยาศาสตร์ ในการคาดคะเนการเปลี่ยนแปลง และปรากฏการณ์ต่างๆ ของโลกว่าจะเกิดการเปลี่ยนแปลงที่สุดแสนจะยิ่งใหญ่ ในประวัติศาสตร์ของมนุษยชาติ ๓ ยุคต่างๆ ดังนี้
 
     ๑) ช่วงปี ค.ศ. 2012 - 2030 ในอดีตนักวิทยาศาสตร์สมัยเก่า มุ่งเอาชนะธรรมชาติ โดยมิได้เอาใจใส่ในเรื่องจิตวิญญาณ เพราะกระบวนทัศน์เก่าหรือโลกทัศน์เก่า ได้แยกกายออกจากจิต และแยกร่างกายออกจากธรรมชาติว่าเป็นคนละส่วนกัน  พวกเขาให้ความสำคัญเรื่องจิตเพียงแต่เป็นส่วนหนึ่ง หรือการทำงานของสมองเท่านั้น  สังคมจึงมุ่งหน้าสู่ยุคอุตสาหกรรม เป็นผลให้เกิดสิ่งผิดปกติคือ สภาพอากาศโลกร้อนขึ้นเรื่อยๆ  อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ จากการเจริญเติบโตทางอุตสาหกรรม ที่ปล่อยก๊าซคาร์บอนไดอ๊อกไซด์และมีเทน จนทำให้เกิดก๊าซเรือนกระจกมากขึ้น  
 
ดังนั้นอุณหภูมิโลกจึงเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ทำให้เกิดการละลายของน้ำแข็งขั้วโลกอย่างรุนแรง  เมื่อน้ำแข็งเริ่มละลายมากขึ้น ลงสู่มหาสมุทร ๒ ฝั่งไม่เท่าทัน ทำให้ฝั่งหนึ่งหนักกว่าอีกฝั่ง จึงทำโลกเกิดการหมุนแกว่งคล้ายลูกข่าง  สิ่งที่ตามมาคือการขยับเขยื่อนของแผ่นเปลือกโลก ที่ทำให้เกิดแผ่นดินไหวในทะเล จนเกิดคลื่นยักษ์สึนามิ ด้วยพลังทำลายที่ทวีความรุนแรงมากขึ้น ในอัตราสูงผิดปกติ อย่างที่มนุษย์ไม่คาดคิดมาก่อน  พื้นที่ในหลายทวีปจะเกิดเปลี่ยนแปลงอย่างมาก และทำลายชีวิตมนุษย์ ได้มากกว่าสงครามครั้งใดในอดีต ซึ่งที่กล่าวมาเป็นเพียงส่วนหนึ่ง ของการวิเคราะห์เชิงข้อมูลจริง จากการประชุมของนักวิทยาศาสตร์
 
นักวิทยาศาสตร์ไทยท่านหนึ่งได้ทำนายว่าในอนาคตอันใกล้นี้ ทั่วโลกจะไม่มีสงครามและมนุษย์จะดำรงชีพอยู่ได้ โดยต้องพึ่งพาการพัฒนาด้านจิตวิญญาณ เพื่อปรับตัวให้อยู่ในสภาพแวดล้อม และสถานการณ์โลกอันเลวร้าย  ส่วนนักอนาคตศาสตร์ไทยอีกท่านแนะนำว่า ในอนาคตให้หาถิ่นฐานอาศัยอยู่ในบริเวณที่สูงกว่าระดับน้ำทะเล ๔๐ เมตร เพื่อความปลอดภัยต่อภัยพิบัติทางทะเล
 
การล่มสลายของธรรมชาติได้เริ่มทวีความรุนแรงมากขึ้น ตามลำดับหลังปีพ.ศ. ๒๕๔๓(ค.ศ. 2000) ซึ่งหนึ่งในภัยที่ได้เริ่มเกิดขึ้นคือ คลื่นยักษ์สึนามิจากแผ่นดินไหวใต้ทะเล ที่คร่าชีวิตชาวอาเจ๊ะห์ อินโดนีเซียไปกว่า ๒ แสนคน ภายในเวลาไม่ถึงชั่วโมง และในอนาคตอันใกล้สิ่งที่หลีกเลี่ยงไม่พ้น คือน้ำจะเริ่มเอ่อท่วมโลก อย่างถาวรอย่างค่อยเป็นค่อยไป ส่วนเหตุการณ์ภัยพิบัติที่คาดคะเนเอาไว้ แม้ฟังดูเหมือนจะรุนแรงเกิดไป แต่มันเป็นการเตือนสังคมโลกเพื่อรับมือ และเตรียมพร้อมในอนาคตไม่ช้าก็เร็วคงหนีไม่พ้น ซึ่งนี่เป็นช่วงเวลา ระหว่างกลางของมิติที่สี่สู่มิติที่ห้า
 
     ๒)  ปี ค.ศ. 2030 ฟริตจ้อฟ แคปร้า กล่าวว่าโลกกำลังจะล่มสลายหายนะเกือบจะสิ้นเชิงในทุกด้าน ทั้งสภาวะแวดล้อมทางธรรมชาติ การพังทลายของเศรษฐกิจ สังคม การเมือง ด้านพื้นฐานของสิ่งแวดล้อม โดยเฉพาะการขาดแคลนอาหารที่จะเริ่มขึ้นจากประเทศจีนและอินเดีย คำทำนายนี้ตรงกับตำนานการบันทึก ในปฏิทินของชาวเผ่ามายา ที่อยู่แถบประเทศเม็กซิโก ที่ถือว่าเป็นช่วงล่มสลายทางธรรมชาติ และจิตวิญญาณของชาวโลกส่วนใหญ่ ช่วงนี้สภาพน้ำท่วมโลกจะเริ่มปรากฏให้เห็นอย่างเด่นชัด ตั้งแต่ปีค.ศ. 2010 เป็นต้นไป  และจะเพิ่มมากขึ้นไปเรื่อยๆ พร้อมกับความวิกฤติของโลกในช่วงค.ศ. 2030 - 2050
 
     ๓)  เมื่อถึง ค.ศ. 2050คือจุดของเกิดการสูญเสียของธรรมชาติที่รุนแรง  มนุษย์จะต้องพึ่งพาการพัฒนาจิตวิญญาณ เพื่อนำมาใช้สำหรับความอยู่รอดของมนุษยชาติ ในอนาคตอันยาวไกล
 
นักนิเวศ์วิทยา นักวิทยาศาสตร์สมัยใหม่ นักฟิสิกส์ และนักอนาคตศาสตร์ของโลกกว่า ๑,๖๐๐ คน ได้ประชุมร่วมกัน เพื่อเตือนชาวโลก ในเรื่อง “เผ่าพันธุ์มนุษยชาติกับโลกธรรมชาติ กำลังเผชิญหน้าปะทะกันอย่างรุนแรง จนทำให้โลกแห่งชีวิตต้องเปลี่ยนแปลงไป แบบที่สรรพชีวิตทั้งปวงไม่สามารถที่จะดำรงชีวิตอยู่ได้อย่างเคยเช่นเก่าก่อน”  คำเตือนที่ว่านั้นเป็นไปได้มากกว่าเป็นไปไม่ได้ยิ่งนัก

ทฤษฎีควอนตัม เมคานิกส์ ที่สอดคล้องกับพุทธศาสนา

ความสำคัญของจิตวิญญาณเกิดขึ้นมาไม่นานนักจากงานวิจัย และมุมมองของนักวิทยาศาสตร์สมัยใหม่ ซึ่งมีความจำเป็นสำหรับมนุษยชาติ จากการค้นพบทฤษฎีควอนตัมเมคานิกส์(Quantum Mechanics) ของนักควอนตัมฟิสิกส์ ที่อธิบายธรรมชาติของชีวิต โลก จักรวาล และทุกสรรพสิ่ง ซึ่งมีสาระสอดคล้องกับหลักธรรมของพระพุทธศาสนา ๔ ข้อจากทฤษฎีความจริงควอนตัม ๘ ข้อ ดังนี้ 

-Q#2- สสารในโลกมีอยู่จริงได้ก็ต่อเมื่อจิตของผู้สังเกตุรับรู้เช่นนั้นเท่านั้น

-Q#3 -ความจริงแท้คือความเป็นหนึ่งเดียวที่แยกออกจากกันไม่ได้ และสรรพสิ่งทั้งหลายรวมถึง ปรากฏการณ์ต่างๆ เกิดขึ้นตลอดเวลา โดยไม่มีอดีตหรืออนาคต มีแต่ปัจจุบันเท่านั้น

-Q#4 - มีมิติหลายชั้นม้วนซ้อนกันตลอดไป

-Q#7 -จิตวิญญาณสร้างความจริงแท้ และการรับรู้ของจิตวิญญาณต่างหาก คือความจริงแท้

ทฤษฎีการเสริมกันและกัน(Complimentarity) ของ นีลส์ บอห์ร, ทฤษฎีความไม่แน่นอน (Uncertainty Principle)ของไฮเซ็นเบิร์ก และทฤษฎีการซ่อนเร้นตัวเอง(Implicate Order) ของ เดวิด โบห์ม สรุปได้ว่า จักรวาลคือความว่างเปล่า ไม่มีเกิดหรือดับสูญ มีแต่เปลี่ยนแปลง มีแต่คลื่นอนุภาค ที่เห็นเป็นรูปกาย และรับรู้เป็นปรากฏการณ์เชื่อว่าจริงนั้น ล้วนไม่เป็นจริง เช่นนั้นเราเป็นผู้สังเกตุสร้างความจริง และแปลมันขึ้นมาด้วยจิตวิญญาณของเราเอง

ทฤษฎีควอนตัมสอดคล้องกับหลักธรรมของพระพุทธศาสนาที่ว่า มนุษย์ประกอบด้วยกายและใจ, รูปกับนาม หรืออารมณ์กับผู้ที่รู้อารมณ์ โดยทุกสรรพสิ่งตกอยู่ในกฏพระไตรลักษณ์  มนุษย์ทำสิ่งใดย่อมรับผลสิ่งนั้น(กฎแห่งกรรม) และหากยังมีกิเลสอยู่ ชีวิตจะต้องกลับมาเวียนว่ายตายเกิด ในวัฏฏสงสารที่ประกอบด้วย ๓๑ ภพภูมิ หรือทางไปเกิด ๗ สาย ตามหลักแห่งปฏิจจสมุปบาท ๑๒

นักฟิสิกส์และนักวิทยาศาสตร์สมัยใหม่ พยายามนำเสนอให้สังคมยอมรับการปรับเปลี่ยนไปสู่ โลกทัศน์ หรือกระบวนทัศน์ใหม่ของจิตวิญญาณ เพื่อความอยู่รอดของโลกและมนุษยชาติ แต่ยังไม่สามารถบอกวิธีของการฝึก พัฒนาจิตวิญญาณแก่สังคม ได้ละเอียดหรือมีรูปแบบการฝึกฝนจริงจัง เท่ากับของพระพุทธศาสนา ในเรื่องการพัฒนาจิตตามแนวไตรสิกขา(ศีล สมาธิ ปัญญา) โดยเฉพาะเรื่องการเจริญสติปัฏฐาน, ภาวนามยปัญญา หรือวิปัสสนากัมมัฏฐาน ที่แนะนำวิธีปฏิบัติไว้อย่างละเอียด โดยประเมินผลได้เป็นรูปธรรมทั้งก่อนและหลังการปฏิบัติ

หากความล่มสลายของสังคมเกิดขึ้นจริง มนุษย์ที่ไม่ได้พัฒนาจิตวิญญาณ จะเกิดการแก่งแย่งกันในเรื่องอาหารและแหล่งน้ำ มนุษย์จะดำรงอยู่อย่างยากลำบากมาก เนื่องจากภัยธรรมชาติ ซึ่งสังคมจะต้องเกิดความโกลาหลอย่างคาดไม่ถึง  ในบางที่มนุษย์อาจจะไม่มีงานทำ ไม่มีเงินใช้จ่ายซื้อของ อาจมีอาหารพอกินเพียงเล็กน้อยต่อมื้อในหนึ่งวัน และต้องตกอยู่ในสภาพแวดล้อมอันโหดร้ายของภัยพิบัติ 

โลกกำลังรอความช่วยเหลือจากความรู้ของมนุษย์ เพื่อลดภัยพิบัติที่คาดคะเนไว้ ซึ่งอาจจะลดความรุนแรงลงไปได้ ด้วยความรู้ทางวิทยาศาสตร์ และนาโนเทคโนโลยี่ ที่สามารถลดก๊าซคาร์บอนไดอ๊อกไซด์ และมีเทน, ลดก๊าซเรือนกระจก, ปรับอุณหภูมิโลกให้เย็นลง จนทำให้น้ำแข็งขั้วโลกหรือบนเทือกเขาสูงเพิ่มปริมาณจนเป็นปกติ  หากมนุษย์ไม่สามารถนำความรู้มาปรับเปลี่ยนธรรมชาติ ที่ถูกทำลายไปได้ ภัยพิบัติย่อมไม่อาจหลีกเลี่ยงได้อย่างแน่นอน 

ถ้าถึงวันที่วิกฤตเกิดขึ้นจริงทางออกหนึ่งของสังคมที่จะล่มสลายด้วยน้ำมือมนุษย์เองในยุคหลังสมัยใหม่ คือการพัฒนาจิตวิญญาณ ด้วยการปฏิบัติวิปัสสนากัมมัฏฐาน เพื่อปรับตัวให้อยู่รอดกับธรรมชาติที่โหดร้ายได้เป็นอย่างดี  เนื่องจากผู้ปฏิบัติ วิปัสสนากัมมัฏฐานจะสามารถปรับตัว ในการรับประทานอาหารเล็กน้อยเท่าที่มีเพียงมื้อเดียวต่อวันได้ และดำรงอยู่ในทุกสภาพแวดล้อมรอบข้างได้

วิกฤตของชาวโลกกลับกลายเป็นโอกาสที่ยอดเยี่ยมสำหรับผู้ปฏิบัติ เพราะจะได้เจริญวิปัสสนาทั้งวัน แม้จะไม่มีความสุขจากกามสุขทางโลก แต่ผู้ปฏิบัติจะได้รับสมาธิสุข และถึงนิพพานสุข ได้เร็วขึ้นกว่าสังคมปกติของยุคอดีตแห่งวัตถุ หรือบริโภคนิยม

ฉะนั้นวิปัสสนากัมมัฏฐานจึงเป็นอุปกรณ์ที่คุณค่ามากแก่มนุษยชาติ ในการพัฒนาจิตวิญญาณสำหรับยุคปัจจุบัน,  สู่ยุคหลังสมัยใหม่แห่งภัยธรรมชาติ จนถึงยุคสุดท้ายที่พุทธศาสนาจะค่อยๆ สูญสิ้นไปจากโลกใบนี้

อพ