การเจริญสติปัฏฐานแนวพองยุบ (ตอน๑)

ขอความนอบน้อมของข้าพเจ้าจงมีแด่พระรัตนตรัย

การเขียนบทความนี้ มีจุดประสงค์เพื่อให้ผู้ที่เริ่มปฏิบัติธรรมตามทางอันเอก ที่พระพุทธองค์ประธานไว้ในมหาสติปัฏฐานสูตร ในแนวที่เรียกกันตามนิยมว่าแนวพองยุบ ที่อาจไม่สะดวกในการหาตำรับตำรา กับทั้งผู้ที่ยังมิได้เคยปฏิบัติในแนวนี้ แต่ต้องการทราบรายละเอียดเบื้องต้น เพื่อประกอบการพิจารณา เป็นทางเลือกในการปฏิบัติแนวหนึ่ง โดยที่ผู้เขียนได้ พยายามถ่ายทอดจากคำสอนของครูบาอาจารย์ ตามประสบการณ์และกำลังสติปัญญาเท่าที่ผู้เขียนมีอยู่ ดังนั้นขอให้ผู้อ่านตรวจสอบความถูกต้อง จากหลักฐานในพระไตรปิฎก พร้อมทั้งอรรถกถาและคัมภีร์ เกี่ยวแก่การปฏิบัติทั้งหลาย เพื่อความเข้าใจธรรมที่ลุ่มลึก ที่พระพุทธองค์ทรงแสดงไว้ เป็นประโยชน์เพื่อความดับทุกข์ทั้งปวง ถ้าแม้นมีความไม่ถูกต้องในอรรถในธรรมอันใด ขอให้ถือว่า เป็นความด้อยปัญญาของผู้เขียนเอง ขอจงได้ติติงกันโดยตรง อย่าได้ก้าวล่วงถึงบุคคลผู้ทรงคุณทั้งหลาย ที่เป็นที่มาของบทความนี้

การเจริญสติปัฏฐาน (แนวพองยุบ)

การเจริญสติปัฏฐานหรือ การเจริญวิปัสสนาแนว พองยุบ เป็นเทคนิควิธีการหนึ่งที่มีต้นแบบของการปฏิบัติมาจาก ท่านพระโสภณมหาเถระ (มหาสีสยาดอ) โดยยึดหลักการเจริญสติปัฏฐาน ที่พระพุทธองค์ตรัสสอนไว้ในมหาสติปัฏฐานสูตร ท่านเป็นพระที่เชี่ยวชาญทั้งด้านปฏิบัติและปริยัติ เป็นวิปัสสนาจารย์ที่เป็นที่ยอมรับอย่างแพร่หลาย มีสำนักปฏิบัติในประเทศพม่าไม่ต่ำกว่า ๓๐๐ แห่ง และอีกมากมายในประเทศอื่น ๆ ด้านปริยัติ ท่านได้รับตำแหน่งผู้ตั้งปุจฉา ในการสังคายนาพระไตรปิฎกครั้งที่๖ ของประเทศพม่า มรณภาพแล้วในปี พ.ศ.๒๕๒๔

วิธีการปฏิบัติที่จะกล่าวถึง เป็นการปฏิบัติแบบเข้าสำนักปฏิบัติอย่างต่อเนื่อง แต่เมื่อได้เรียนรู้เทคนิควิธีการโดยละเอียดด้วยประสบการณ์ของผู้ปฏิบัติ (ต่อไปจะเรียกว่าโยคี ซึ่ง แปลว่า ผู้เพ่งเพียรเผากิเลส มิได้หมายถึง โยคี แบบฤๅษีชีไพร ) ก็ควรนำมาประพฤติปฏิบัติในชีวิตประจำวัน มากน้อยตามควรแก่โอกาส ในฐานะที่เป็นฆราวาส เป็นประโยชน์ในชีวิตประจำวัน พร้อมกับเป็นการสั่งสมไว้เป็นนิสสัย เพื่อการปฏิบัติในขั้นอุกฤติต่อไป ตามแต่โอกาสจะอำนวย

เริ่มต้นเมื่อ โยคีได้เสาะแสวงหาครูบาอาจารย์ และสำนักที่เป็นที่สัปปายะ  (เหมาะสมกับจริตของตน) พยายามสะสางการงาน และฝากฝังธุระทั้งหลายไว้กับใครสักคน ตัดปลิโพช คือ ความกังวลใจต่าง ๆ ให้ได้ทั้งหมด ไม่ว่าจะเป็นการงานที่ทำงาน และความรับผิดชอบที่บ้าน ตัดเล็บมือเล็บเท้า โกนหนวด ตัดผม  อาจชำระศีลของตนให้บริสุทธิอย่างจริงจังสักระยะหนึ่ง เพื่อเป็นการเตรียมตัวก่อนเข้าปฏิบัติ ไม่ตั้งเจตนาในการปฏิบัติ โดยการคาดหวังว่า จะได้เห็นโน่นเห็นนี่ หรือหวังว่าจะต้องได้เห็นสภาวะดีขึ้นกว่าที่เคยปฏิบัติมาแล้ว แต่ทำใจให้สบาย ๆ โดยอาจคิดว่าการปฏิบัติคือการเจริญมหากุศล เป็นการบูชาคุณพระพุทธองค์ ตามที่พระพุทธองค์เคยตรัสไว้ว่า ปฏิบัติบูชาเป็นการบูชาที่พระพุทธองค์สรรเสริญที่สุด แล้วจึงถวายตัวกับอาจารย์เพื่อให้ท่านได้สั่งสอน

สมาทาน ศีลห้า หรือศีล ๘ ถวายตัวกับพระรัตตนตรัย เจริญมรณุสติสักห้าหรือสิบนาที เจริญอสุภะกรรมฐานสักห้าหรือสิบนาที เจริญเมตตากรรมฐานสักห้าหรือสิบนาที

การปฏิบัติในแนว "พองหนอ ยุบหนอ " จะเน้นมากเรื่องความต่อเนื่องของการกำหนดรู้ ตามหลักฐานที่มีมาในตอนท้ายว่าด้วยอานิสงค์ของการเจริญสติปัฏฐานว่า

"ผู้ใดผู้หนึ่ง พึงเจริญสติปัฏฐาน ๔ นี้ อย่างนี้ตลอด ๗ วัน เขาพึงหวังผล ๒ ประการอย่างใด อย่างหนึ่ง คือ พระอรหัตผลในปัจจุบัน ๑ หรือเมื่อยังมีอุปาทิเหลืออยู่ เป็น พระอนาคามี ๑ ฯ"

ข้อนี้ท่านกล่าวเป็นอย่างเร็วที่สุด แต่อย่างช้าที่สุดก็ต้องต่อเนื่องจริง ๆ ถึง๗ปีตามพระสูตร

ดังนั้นเราจะต้องกำหนดรู้อย่างละเอียด ตลอดทั้งวัน ตั้งแต่ความรู้สึกแรกที่ตื่นนอน จนกระทั่งความรู้สึกสุดท้ายก่อนจะหลับไป โดยทั่วไปก็ประมาณวันละ ๑๘ ถึง ๒๐ ชั่วโมง

การปฏิบัติแนวพองยุบ จะมีการกำหนด แบ่งเป็น ๓ ส่วนหลัก ๆ คือ

การกำหนดอิริยาบถใหญ่ ได้แก่ การยืน เดิน (จงกรม) นั่ง นอน

การกำหนดอิริยาบถย่อย ได้แก่ เวลาที่นอกจากการกำหนดหลักข้างต้น

การกำหนด นามธรรมทั้งหมดที่เหลือ ได้แก่ เวทนา จิต ธรรม ที่เกิดขึ้นระหว่างการกำหนดอิริยาบถใหญ่และอิริยาบถย่อย

โดยทั่วไปของการปฏิบัติหลักในแต่ละวัน คือการเดินจงกรม สลับกับการนั่งในช่วงวันแรกๆของการปฏิบัติ ท่านจะกำหนดให้เริ่มจากการเดินจงกรมหนึ่งชั่วโมง นั่งหนึ่งชั่วโมง สลับกันไป ตลอดทั้งวัน แต่เวลาหนึ่งชั่วโมง อาจจะยาวไป สำหรับโยคีที่ไม่ได้ปฏิบัติเป็นกิจวัตรประจำวัน ก่อนเข้าปฏิบัติอย่างต่อเนื่องนี้ ก็อาจเริ่มในวันแรกที่เดินจงกรม สลับนั่งอย่างละครึ่งชั่วโมง และเพิ่มขึ้นเป็น๔๕ นาทีในวันที่สอง และเป็นหนึ่งชั่วโมงในวันที่สาม โดยแบ่งเป็นช่วงเช้าก่อนอาหารเช้า ช่วงเช้าก่อน อาหารกลางวัน ช่วงบ่ายตลอดบ่าย ช่วงเย็นมักมีการฟังธรรมจากครูบาอาจารย์ หลังจากฟังธรรมก็เดินจงกรมและนั่งอีกหนึ่งรอบ ก่อนเข้านอน แต่ในกรณีที่เป็นการเก็บอารมณ์จริง ๆ วิปัสสนาจารย์จะงดการฟังธรรมของโยคีผู้นั้น แม้แต่การส่งหรือสอบอารมณ์ วิปัสสนาจารย์จะเข้าหาโยคีเอง เพื่อให้อารมณ์ที่กำหนดของโยคีผู้นั้น ต่อเนื่องไปอย่างเงียบ ๆ และให้มีการรบกวนอารมณ์ของโยคีน้อยที่สุด

การกำหนดจะไม่มีคำว่าพักจากการกำหนด ในระหว่างที่เว้นจากการเดินจงกรมและนั่งกำหนด จะเป็นการกำหนดอิริยาบถย่อยร่วมกับการ กำหนดเวทนา จิต ธรรม ที่อาจเกิด โดยตลอด ท่านผู้อ่านที่ไม่เคยปฏิบัติอาจฟังดูแล้ว รู้สึกว่าจะไม่เครียดไปหรือ แต่โดยความเป็นจริงของผู้ที่มีประสบการณ์ จะรู้ว่า ถ้าการกำหนดเป็นไปอย่างต่อเนื่อง และกำหนดอย่างถูกต้องแล้วจะไม่รู้สึกว่าเครียด แต่จะรู้สึกว่าเราทำงานตลอดทั้งวัน การที่เรากำหนดอย่างต่อเนื่องนี้มันเป็นทั้งการทำงาน และเป็นการพักไปในตัว เช่นขณะที่นั่งกำหนดเมื่อจิตเป็นสมาธิ ก็เป็นการพักไปในตัว แต่การพักนี้ เราจะไม่ปล่อยให้จิตขาดสติสัมปชัญญะ ระยะสามถึงสี่วันแรก ย่อมเป็นธรรมดา ที่เราจะมีความเคยชิน ปล่อยใจให้เป็นไปตามกิเลสตัณหาต่าง ๆ จิตจะดิ้นรน กายจะกระสับกระส่าย แต่จากการที่เราตั้งเจตนาไว้ตั้งแต่ต้น ว่าจะปฏิบัติบูชาบ้าง คิดถึง ความเพียรของพระพุทธองค์ก่อนตรัสรู้ ที่ท่านได้บำเพ็ญเพียรมาอย่างยิ่งยวด จนค้นพบทางสายเอก เราเป็นเพียงแค่ปฏิบัติตามที่พระพุทธองค์ชี้ไว้แล้ว ซึ่งเป็นการง่ายกว่ากันมาก กลับมัวชักช้าอยู่ใย บางทีอาจคิด ตอนเราตั้งใจมาปฏิบัติ ก็มิได้มีใครบังคับให้มาปฏิบัติ เราตัดสินใจมาด้วยตัวเอง แล้วใยจะต้องให้ใครมาบังคับให้กำหนดอีกเล่าจึงควรตั้งใจใหม่ ว่าเราจะเพียรกำหนดทุกสิ่งทุกอย่างที่เกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง เมื่อคิดดังนี้ ก็กำหนดความคิดนี้ด้วยแล้ว จึงเพียรกำหนดอารมณ์ต่าง ๆ ต่อไป

การสำรวมอินทรีย์เป็นอีกประเด็นที่เราควรทำในระหว่างปฏิบัติ ดังที่พระพุทธองค์ตรัสไว้ในสังยุตตนิกาย ว่า

".................. พ. ดูกรกุณฑลิยะ สุจริต ๓ อันบุคคลเจริญแล้ว กระทำให้มากแล้ว ย่อมยังสติปัฏฐาน ๔ ให้บริบูรณ์.

ก. ข้าแต่ท่านพระโคดมผู้เจริญ ก็ธรรมเหล่าไหนที่บุคคลเจริญแล้ว กระทำให้มากแล้ว  ย่อมยังสุจริต ๓ ให้บริบูรณ์ ?

[๓๙๖]พ. ดูกรกุณฑลิยะ อินทรีย์สังวรอันบุคคลเจริญแล้ว กระทำให้มากแล้ว ย่อมยังสุจริต ๓ ให้บริบูรณ์ ....................."

จากพุทธพจน์นี้ได้ความว่า การสำรวมอินทรีย์ ยังความบริบูรณ์แก่สุจริต ๓ คือ กายสุจริต วจีสุจริต มโนสุจริต สุจริต ๓ ยังความบริบูรณ์ แก่สติปัฏฐาน ความสมบูรณ์ในสติปัฏฐาน ทำให้โพชฌงค์ ๗ บริบูรณ์ โพชฌงค์ที่บริบูรณ์ ยังให้มรรคมีองค์๘บริบูรณ์ ดังนี้ ในการปฏิบัติสติปัฏฐาน การสำรวมอินทรีย์จึงมีความจำเป็น การสำรวมอินทรีย์ คือการสำรวม ใน ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ ในทางปฏิบัติจริง ตากับหู จะเป็นทวารที่ต้องระมัดระวังเป็นพิเศษ ท่านจึงมักจะเน้นให้เราหลบตาลงต่ำ เวลาเดินจงกรม หรือแม้เวลาเดินปกติ ไม่สอดส่ายสายตา ไม่พยายามเงี่ยหูฟังคนอื่นเขาพูด หรือแม้แต่เสียงอื่นที่ผ่านเข้ามา ซึ่งอาจเป็นเสียงที่ชอบ และการกำหนดที่ถูกต้อง หรือเรียกว่าการมีสตินั่นเอง เป็นเครื่องมือ เช่น แม้หลบสายตาลงต่ำแล้ว ถ้าตายังเห็นอยู่ก็กำหนดว่า เห็นหนอๆที่อาการเห็น เมื่อกำหนดมากเข้า จะเป็นการเห็นสักแต่ว่าเห็นได้เองได้ยินก็ทำนองเดียวกัน การพูดก็เป็นข้อหนึ่ง ต้องพูดให้น้อยที่สุด เท่าที่จำเป็น เช่นการส่งอารมณ์กับวิปัสสนาจารย์ แม้การส่งอารมณ์ก็ต้องกระชับ ไม่พูดเพ้อเจ้อ ขณะพูดก็ต้องมีสติตามรู้อาการที่พูดด้วย

การเดินจงกรม นั้น เริ่มต้นยืนขึ้น เอามือวางซ้อนกันด้านหน้า หรือด้านหลัง หรือยืนกอดอกก็ได้ ขอให้เป็นท่ายืนที่รู้สึกสบาย การเก็บมือทั้งสองเพื่อไม่เป็นการรบกวนสมาธิเวลาก้าวเดิน

ให้รู้สึกถึงอาการยืน หมายถึงเรารู้ว่าเรายืนอยู่โดยรวมอย่างไร ก็กำหนดรู้ที่ความรู้สึกนั้นว่า ยืนหนอ ๆ ๆ การกำหนดให้กำหนดด้วยใจ มิใช่กำหนดด้วยปาก ที่พอจะเทียบได้ คือ เวลาเราอ่านหนังสือ ถ้าเราอ่านโดยเอาความเข้าใจในความหมายเรียกว่าอ่านด้วยใจ แต่ถ้าอ่านโดยเอาใจใส่กับคำที่เราอ่านเราก็จะอ่านไม่รู้เรื่อง แต่ทั้งสองแบบก็ต้องมีการอ่าน ฉันใด การกำหนดด้วย คำว่ายืนหนอๆ หรือ คำอื่น ๆ ที่จะกล่าวต่อไป ก็ทำนองเดียวกัน คือ ขณะที่กำหนดนั้นใจจะต้องจดจ่ออยู่ที่ความรู้สึกถึงอาการยืน ส่วนคำที่ใช้กำหนดเหมือนกับการสำทับกับจุดที่ใจกำหนดอยู่ เหมือนเป็นพยานว่า เรากำลังมีสติในการกำหนดรู้อยู่เป็นปัจจุบันนั้น ๆ เป็นการยังความเพียรและสติให้ตั้งอยู่ขณะนั้น ๆ

พระพุทธองค์ ตรัสย้ำเป็นเบื้องต้นของการเจริญสติปัฏฐานว่า เราต้อง มีความเพียร มีสัมปชัญญะ มีสติในฐานที่เรากำหนดรู้อยู่

การที่เรากำหนดว่า ยืนหนอ ๆ ด้วยคำที่กำหนดนั้น เป็นการยังความเพียรและสติให้ตั้งอยู่ขณะนั้นๆ ส่วนสัมปชัญญะคือ การที่เรารู้ชัดถึงอาการยืนนั้น

ดังที่พระพุทธองค์ตรัสในอิริยาบถบรรพว่า

"ภิกษุเมื่อเดิน ก็รู้ชัดว่าเราเดิน เมื่อยืน ก็รู้ชัดว่าเรายืน"

อาจมีคำถามว่า การเจริญวิปัสสนา เราจะต้องรู้ อารมณ์ที่เป็นปรมัตถ์ คือ ธรรมที่มีอยู่จริงมิใช่หรือ การใช้คำกำหนด ว่ายืนหนอๆ ยังเป็นสมมุติ การกล่าวดังนี้ก็ถูกต้อง แต่ขอให้ทราบว่า การที่จะรู้อารมณ์ปรมัตถ์อย่างชัดเจนนั้นไม่ได้เป็นการง่ายเลย เพราะเราอยู่ในโลกสมมุติมานาน และเป็นส่วนใหญ่ สติสมาธิปัญญายังไม่เจริญ ความเห็นก็ย่อมเจือด้วยสมมุติเป็นธรรมดา สมมุติที่สำคัญที่เราต้องการทำลายคือ สมมุติที่เป็นเรา เป็นสัตว์บุคคล มิใช่หรือ แม้นเรามิได้ใช้คำกำหนด เช่นตามรู้อาการเฉยๆ ก็ยังมิสามารถทำลายสมมุติอันนี้ได้ ในเมื่อยังไม่สามารถทำลายได้ ก็ต้องยอมรับสมมุติไปก่อน แต่สังเกตว่า การกำหนด ว่ายืนหนอ ๆ เป็นต้นนั้นตรงกับอาการที่เป็นปรมัตถ์ หาได้กล่าวโดยความเป็นสมมุติซ้อนสมมุติเลย ทั้งยังเป็นอุบายสอนใจ ว่า อาการของวาโยธาตุที่เคร่งตึงตั้งอยู่นั้น คือการยืน เท่านั้น มิได้มีคนยืน เรายืน แต่อย่างใด เมื่อปัญญาเกิดขึ้น ย่อมเห็นได้ประจักษ์ชัดว่า มีเพียงอาการยืน กับใจที่กำหนดรู้ว่ายืนเท่านั้น เป็นต้น

และเมื่อปัญญาญาณ เจริญขึ้นถึงระดับหนึ่ง แม้จะพยายามกำหนดด้วยคำใด ๆ ก็กำหนดไม่ได้ ถึงตรงนั้น การกำหนดรู้จึงเป็นเป็นปรมัตถ์โดยแท้ แต่ขณะนั้นจิตจะมีสติสมาธิและความเพียรที่มีกำลัง จิตที่กำหนดจะจดจ่อ ด้วยตัวเองเหมือนเป็นอัตโนมัติ รู้โดยความเป็นสภาวธรรมจริง ๆ ซึ่งจะเด่นออกมาในลักษณะของความไม่เที่ยงบ้าง เป็นอาการที่ไม่ทนต่อการตั้งอยู่บ้าง เป็นอาการที่ปราศจากตัวตนอย่างชัดเจน หรือบังคับบัญชาไม่ได้บ้าง การใช้คำกำหนด ณ ขณะนั้นที่พอทำได้คือ รู้หนอๆ เท่านั้น ที่คอยกำกับอยู่

ขอย้อนกลับมาที่การเดินจงกรมต่อ เมื่อกำหนดยืนหนอสักสามครั้งแล้ว จึงเริ่มเดินระยะที่หนึ่ง โดยกำหนดขวาย่างหนอ ซ้ายย่างหนอ

การเดินจงกรม ควรเดินให้เป็นธรรมชาติ แต่ให้ช้าลงกว่าการเดินปกติพอที่เราจะกำหนดเห็นอาการเคลื่อนไหวในการเดินชัดเจน และสติตามกำหนดได้ทันไม่เดินเกร็งขา หรือส่วนใดส่วนหนึ่ง ระยะก้าวสั้นๆพอประมาณ คือปลายเท้าข้างหนึ่งห่างจากส้นเท้าอีกข้างหนึ่งเล็กน้อยหรืออาจพอดีกับส้นเท้าอีกข้าง เพราะถ้าก้าวยาวกว่านี้จะทำให้เกิดการเกร็งของกล้ามเนื้อมากเกินไป ทำให้เมื่อเดินนาน ๆ จะปวดน่องหรือต้นขา การยกเท้าระหว่างย่างก็ไม่ต้องยกสูง ให้ยกขึ้นเพียงประมาณสองนิ้วจากพื้น แล้วเหยียบลงให้เต็มฝ่าเท้า ไม่ต้องใช้ปลายเท้าลงก่อน เพราะธรรมชาติของการเดินจะเป็นเช่นนั้น โดยปกติการเดินจะช้าลงเรื่อย ๆ เนื่องจากความละเอียดของการกำหนด แต่อย่าไปบังคับให้ช้า เพราะเป็นการฝืนธรรมชาติ

ระยะทางที่ใช้เดินจงกรม นั้นยาวประมาณยี่สิบก้าวสั้นๆ หรือประมาณห้าถึงหกเมตร ให้เดินกลับไปมาในทางจงกรมนี้จนครบกำหนดเวลาประมาณหนึ่งชั่วโมง

การกำหนดเดินจงกรมระยะที่หนึ่งนี้ ไม่ต้องแยกกำหนดเป็น ขวา..ย่าง...หนอ เป็นจังหวะ คือซ้าย ยกส้นขึ้น ขวา ย่าง หนอลง ไม่ทำเช่นนั้น เพราะจะเป็นการฝืนความเป็นจริง และไม่เป็นธรรมชาติ และจะไปสับสนกับการเดินระยะที่สามคือ ยกหนอ ย่างหนอ เหยียบหนอ แต่ให้กำหนดขวาย่างหนอ ให้ลงพอดี ตั้งแต่เริ่มยกเท้า และจบลงที่เท้าสัมผัสพื้น (โดยทั่วไปจะเริ่ม หนอตอนเท้าเริ่มหย่อนลง) โดยที่ใจจะจดจ่ออยู่ที่อาการตั้งแต่เริ่มยกเท้า แล้วอาการที่เคลื่อนไปโดยตลอดจนกระทั่งอาการที่เท้าหยุดนิ่ง เมื่อปฏิบัติใหม่ ๆ จะใช้อาการเคลื่อนไหวของเท้าเป็นประธานในการเฝ้าติดตามกำหนด แต่เมื่อสติสมาธิมีกำลังแก่กล้าขึ้น อาการขยับแม้เล็กน้อยจะถูกรับรู้โดยทั่วถึง ทั้งร่างกาย ไม่เฉพาะที่เท้าอีกต่อไป แต่แรกปฏิบัติให้เริ่มที่อาการที่เท้าไปก่อน และข้อสำคัญอีกข้อ คือ ไม่ใช่กำหนดโดยการสร้างหรือคิดให้เห็นรูปร่างสัณฐานของเท้า เพราะนั่นไม่ใช่เป็นการกำหนดที่ตัวสภาวะปรมัตถ์แต่เป็นบัญญัติ อย่างชัดเจน แม้กำหนดไปก็จะไม่เห็นสภาวธรรมที่แท้จริงได้

การปฏิบัติแบบเข้ารับการอบรมนั้น อาจารย์อาจให้โยคี เพิ่มจังหวะการกำหนด ตามจำนวนวันของการเข้าปฏิบัติ เช่น วันแรก กำหนดระยะที่หนึ่ง วันที่สองระยะที่สอง จนถึงระยะที่หก ในวันที่หกที่เจ็ด ขอให้ทราบว่า นั่นเป็นรูปแบบของการอบรมเพื่อให้เรามีประสบการณ์และเรียนรู้ การเดินให้ครบระยะที่ควรทราบ เพื่อจะได้นำไปใช้ในการปฏิบัติด้วยตนเอง แต่โดยการปฏิบัติตามหลักการแล้ว ท่านจะเพิ่มระยะการกำหนด ตามกำลังของสติสมาธิที่เจริญก้าวหน้าขึ้น หรือกล่าวอีกอย่างคือตามลำดับญาณที่เจริญขึ้น เพื่อรักษาสมดุลของอินทรีย์ คือ สมาธิ วิริยะ และสติเพื่อให้เจริญขึ้นเป็นพละ๕ นี่เป็นเหตุผลหนึ่ง ซึ่งในทางปฏิบัติ โยคีจะเห็นเองว่า การกำหนดระยะหนึ่งอาจมีช่วงเวลาห่างมากขึ้น นั้นเป็นเพราะสติมีความไวมากขึ้น จึงมีการเพิ่มระยะการกำหนด คือ

ระยะที่หนึ่ง      ซ้ายย่างหนอ ขวาย่างหนอ

ระยะที่สอง      ยกหนอ เหยียบหนอ

ระยะที่สาม      ยกหนอ ย่างหนอ เหยียบหนอ

ระยะที่สี่          ยกส้นหนอ ยกหนอ  ย่างหนอ เหยียบหนอ

ระยะที่ห้า        ยกส้นหนอ ยกหนอ ย่างหนอ ลงหนอ ถูกหนอ

ระยะที่หก        ยกส้นหนอ ยกหนอ ย่างหนอ ลงหนอ ถูกหนอ กดหนอ

อย่าได้กังวลเกี่ยวกับระยะการเดิน เพราะนั่นไม่ใช่ปัจจัยหลัก การกำหนดรู้ให้ถูกต้อง ตรงสภาวะ ได้ปัจจุบันอารมณ์ อย่างต่อเนื่อง ตามอาการที่เกิดขึ้นตามเป็นจริงเป็นสิ่งสำคัญของความก้าวหน้าในการปฏิบัติ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง อิริยาบถย่อย ที่แม้เราจะรู้นักหนาว่า มีความสำคัญ แต่ในทางปฏิบัติ กรรมฐานมักจะรั่วก็ตรงช่วงนี้นี่เอง ด้วยอำนาจของกิเลส คือ ความเกลียดคร้าน ทำให้ไม่ยอมกำหนด เป็นเหตุให้สติ สมาธิ ไม่ติดต่อกันเป็นเส้นด้าย ก็ขอเน้นอีกครั้งว่า ความต่อเนื่องของการกำหนดเป็นปัจจัย สำคัญต่อความก้าวหน้าในการปฏิบัติจริง ๆ

ในระหว่างที่เดินจงกรม เกิดคิดถึงบ้าน ก็ให้หยุดเดินทันที และกำหนดอาการที่คิด ว่าคิดหนอ ๆ ๆ จนความคิดดับไป จึงเริ่มเดินต่อไป อาจรู้สึกคันที่ส่วนใดส่วนหนึ่งของร่างกาย ก็ให้ไปกำหนดที่อาการคันนั้นว่า คันหนอ ๆ ๆ เมื่ออารมณ์อื่นเกิดขึ้นชัดกว่า ก็ให้ย้ายการกำหนดไปที่อาการนั้น ๆ อาจได้ยินเสียงสุนัขเห่า ก็ให้กำหนด ได้ยินหนอ ๆ จนกว่าความใส่ใจในเสียงน้อยลงหรือหายไป หรือมีอารมณ์อื่นเกิดขึ้นอีก ก็ไปกำหนดอารมณ์ที่เกิดชัดนั้น ๆ การกำหนดจะเป็นไปในทวารทั้งหก นอกเหนือไป จาก ทวารหลัก คือ กายทวาร ทวารที่เหลือ คือ ตา หู จมูก ลิ้น ใจ การกำหนดดังกล่าวเป็นการเจริญ ธัมมานุปัสสนาสติปัฏฐานในอายตนะบรรพ ส่วนการกำหนด ความไม่สบายใจ ไม่สบายกาย มีความปวด อาการคัน เหล่านี้เป็น เวทนานุปัสสนาสติปัฏฐาน เมื่อจิตเกิดความคิดฟุ้งซ่าน คือ อาการที่อารมณ์มาปรากฏไม่แน่นอนเดี๋ยวคิดโน่น คิดนี่ จับความคิดไม่ได้ ก็ให้กำหนดว่าฟุ้งซ่านหนอ หรือฟุ้งหนอ ๆ อย่างนี้ เป็นการเจริญ จิตตานุปัสสนา หรือ นิวรณบรรพในธัมมานุปัสสนาสติปัฏฐาน ในทางปฏิบัติ ไม่ต้องไม่สนใจว่าเป็นฐานไหน แต่เมื่อรู้อย่างไรก็กำหนดตามที่รู้ คำที่ใช้กำหนดก็เป็นคำที่เราสื่อกับตัวเราเอง ขอให้เป็นคำง่าย ๆ ที่ถูกตรงกับอาการนั้น ๆ ก็เพียงพอ เมื่อปฏิบัติต่อไปเรื่อย ๆ ก็จะเชี่ยวชาญเอง เพราะสภาวธรรมตามเป็นจริงที่เกิดขึ้น ก็จะเกิดขึ้นซ้ำ ๆ วนเวียนไปมาให้เรากำหนดอยู่อย่างนั้น