ปัญหาและอุปสรรค ที่มักจะเกิดจากการปฏิบัติ วิปัสสนากัมมัฏฐาน ตามแนวบริกรรม พองหนอ ยุบหนอ

ปัญหาและอุปสรรค ที่เกิดขึ้นจากการปฏิบัติ วิปัสสนากัมมัฏฐาน มีดังนี้

-นั่งสมาธิแล้ว คิดฟุ้งซ่านเยอะ คุมความคิดไม่อยู่ 

-เผลอวูบ / หลับบ่อย

-มีแต่นิ่งๆ มึนๆ ไม่รู้จะทำอย่างไรต่อไป

-เกิดอาการแน่น อึดอัด เครียด เหนื่อย เนื่องจากพองยุบหายไป จึงต้องเบ่งลมหายใจให้มีพองยุบ เพราะเข้าใจว่าต้องมีพองยุบตลอดเวลาถึงจะปฏิบัติถูก

-เข้าใจผิดว่า พองหนอคือการหายใจเข้า ยุบหนอคือหายใจออก จึงทำให้บังคับเบ่งลมหายใจ แทนที่จะกำหนดสติระลึกรู้ตามความเป็นจริงของความรู้สึกใน อาการพอง/ยุบ ซึ่งไม่ต้องเกี่ยวข้องกับลมหายใจแต่ประการใด

-ติดสภาวะหรืออาการ ตัวโยก หมุน และสภาวะต่างๆ โดยที่ไม่รู้จะทำอย่างไรต่อไป

-ติดในนิมิตภาพ หรือนิมิตเสียงต่างๆ 

-เพ่ง จี้ บังคับ เกร็ง ตึง เน้น ในขณะปฏิบัติ จนมากเกินไป ไม่เป็นธรรมชาติ

-ติดในรูปแบบเดินจงกรม กับนั่งสมาธิในวัดเท่านั้น และไม่ได้นำเอา สติ /  คิดเชิงบวก คิดดีเป็น คิดอย่างมีเหตุผล / กระทำสิ่งที่ดีที่ถูกได้จริง /  พูดแต่สิ่งที่ดีเชิงบวก ซึ่ง ปฏิบัติแล้วควรนำไปใช้ ในชีวิตประจำวันได้จริง 

-สติ สมาธิ ปัญญา เหตุผล คิดเชิงบวก ไม่เกิดในระหว่างวัน กับตัวเอง ที่บ้าน หรือที่ทำงาน

-ยังไม่เข้าใจ หรือ แยกอารมณ์ของ สมถ กับ วิปัสสนา ไม่ถูก

-ถูกบังคับให้นั่งสมาธินานจนเกิดเวทนาเป็นทุกข์ โดยที่ไม่ได้อธิบาย การกำหนดสติให้เข้าใจก่อน และทำไมถึงต้องอดทนต่อเวทนา 

-ผู้สอนมีประสบการณ์แต่การสอนเดิน/นั่งเบื้องต้นเท่านั้น แล้วตั้งเป้าให้เดิน/นั่ง นานเกินไป หรือผู้สอนขาดประสบการณ์ ในการปรับแก้สภาวะ  

-เข็ดขยาด กลัว ไม่อยากปฏิบัติวิปัสสนาต่อไปอีก มีความคิดเชิงลบ และเข้าใจผิดต่อการปฏิบัติ          

ถ้าผู้ปฏิบัติขาดความรู้ความเข้าใจในการปฏิบัติ ทำให้เข้าใจผิด เหมือนถูกบังคับให้ทำ จนเข็ดขยาดกลัวหนี วิปัสสนากัมมัฏฐาน  เช่น ในการสอนเจริญวิปัสสนา แก่จำนวน ๑๐๐ ท่าน ถ้าสมมุติว่าปฏิบัติได้ซัก ๖๐ ท่าน โดยไม่เครียดหรือเข้าใจผิด  ส่วนอีก ๔๐ ท่าน เกิดอาการเข็ด อึดอัด เบื่อ เกิดเวทนา หรือมีความเข้าใจผิดในการปฏิบัติ เท่ากับ สร้างให้คนกลัวการปฏิบัติมากถึง ๔๐ ท่าน ซึ่งจะไม่กลับมาฝึกอีกในอนาคต  

ผลสิ่งนี่เป็นข้อเสียมากกว่าข้อดี และเป็นการสร้างความคิดลบต่อวิปัสสนา มากกว่าสร้างศรัทธา โดยสรุปแล้วอาจเกิดผลเสีย มากกว่าผลดี แม้ว่าความเป็นจริง ก็ไม่สามารถสอนให้ทุกคนมีศรัทธา และชอบการปฏิบัติวิปัสสนาได้เท่าเทียมกัน ตามบุญวาสนา  

ฉะนั้้นความรอบคอบรอบรู้ในการสอนเป็นสิ่งสำคัญมาก ผู้สอนควรหาวิธีสอนที่เหมาะสมที่่สุด โดยที่เน้นสร้างคุณภาพ และศรัทธา แก่นักปฏิบัติ ให้มากกว่าการเน้นปริมาณ   นอกจากนั้น ผู้สอนควรจะมีการประเมินผลการปฏิบัติ  / รัับฟังความคิดเห็น และพัฒนาปรับปรุงการสอน ให้สมบูรณ์ขึ้นต่อไปอย่างยั่งยืน 

ถ้าได้ฝึกปฏิบัติถูกวิธีพร้อมกับมีวิปัสสนาจารย์คอยแนะนำแล้ว ผู้ปฏิบัติจะผ่านพ้นอุปสรรคไปได้ จนทำให้เกิด ภาวนามยปัญญาหรือ วิปัสสนาญาณ ๑๖ ตามคัมภีร์วิสุทธิมรรค ขึ้นเองตามลำดับ จนกระทั่งถึง จุดหมายปลายทาง

ดังนั้นขอให้นักปฏิบัติทุกท่านพึงสังวรระวังในการปฏิบัติกัมมัฏฐาน หากปฏิบัติตามสำนักที่สอนไม่ตรงตามพระไตรปิฎก หรือผู้สอนไม่มีประสบการณ์มาก่อน นักปฏิบัติอาจหลงผิดทาง หรือจมในสมาธิ โดยเฉพาะรูปแบบที่นั่งสมาธิอย่างเดียวนานๆ และไม่ได้เน้นฝึกเรื่องการเจริญสติ ระลึกรู้ ซึ่งอาจมีผลทำให้ผู้ฝึกหลงติดในสุขเวทนา นิมิต หรือสภาวะของปีติ ที่เกิดขึ้นจากการปฏิบัติผิด เช่น หลงนิมิตภาพ นิมิตเสียง หรือติดในอาการโยกต่างๆ โดยที่ผู้ฝึกยึดติดเองจนคลายไม่ออก หลงติดในความเชื่อผิดๆ และอาจหลงเชื่อตามอาจารย์ที่สอน  

หากติดในนิมิตนานและมากเกินไป จนเกิดจิตหลอนแล้ว จะแก้ไขยากมาก หากไม่เชื่อฟังครูบาอาจารย์ แล้วไปปฏิบัติเอง จนสมาธิมากเกินไป พร้อมกับขาดสติ ควบคุมอารมณ์ ผู้ปฏิบัติอาจคลุ้มคลั่งจนเกิดวิกลจริต ขาดการควบคุม เกิดจิตหลอน เห็นเป็นภาพคน หรือได้ยินเสียงแม้ตอนลืมตา เพราะติดแต่นั่งสมาธิ เป็นเวลาหลายชั่วโมง หรือนอนน้อยลง  จนถึงกับแยก ของจริงกับนิมิตของปลอมไม่ออก ในที่สุดต้องถูกส่งไป โรงพยาบาล และทำให้เสียอาชีพการงานได้
 
อพ