หลักฐานอ้างอิงในเรื่อง วิปัสสนากัมมัฏฐาน จากพระไตรปิฎก และคีมภีร์สำคัญทางพระพุทธศาสนา

หลักการปฏิบัติวิปัสสนากัมมัฏฐาน

วิปัสสนากัมมัฏฐานรูปแบบบริกรรมพองยุบ ปรากฎหลักฐานทางทฤษฎี(ปริยัติ)ซึ่งอ้างอิงได้จากในพระไตรปิฎกและคัมภีร์สำคัญดังนี้

 

๑.  สติปัฏฐาน ๔

สติปัฏฐานคือความตั้งมั่นในการระลึกรู้อารมณ์ที่เป็นฝ่ายดี มีความหมายโดยเฉพาะถึงอารมณ์อันเป็นที่ตั้งมั่นแห่งสติ ๔ ประการประกอบด้วยกาย เวทนา จิต และธรรม ซึ่งจะอธิบายเพิ่มอย่างละเอียด ในพระไตรปิฎกหมวดมหาสติปัฏฐานสูตร ๒๑ บรรพ(ฐาน)

หลักปฏิบัติด้วยการเจริญสติปัฏฐาน ๔ ประเภท ทางร่างกายและจิตใจดังนี้

     ๑.๑) กาย คือการเจริญสติระลึกรู้อยู่ที่อารมณ์ของจิต ต่อความรู้สึกในอาการทางกาย โดยใช้หลักการไม่ยึดมั่นถือมั่น เห็นธรรมชาติตามความเป็นจริงว่า ทุกสิ่งมีการเกิดขึ้น ตั้งอยู่และดับไป  เมื่ออารมณ์หนึ่งหมดไป อารมณ์ใหม่เกิดขึ้น อารมณ์ใหม่นั้นดับไป และทุกๆ อารมณ์มีการเกิดขึ้นแล้วดับไป เป็นธรรมดาซึ่งเป็นธรรมชาติของจิต

     ๑.๒) เวทนา คือการเจริญสติระลึกรู้อยู่ที่อารมณ์ของจิต ต่ออาการทางเวทนา(อารมณ์ที่เป็นความสุข ความทุกข์ หรือ เฉยๆ)

     ๑.๓) จิต คือการเจริญสติระลึกรู้อยู่ที่อารมณ์ของจิตเช่น จิตโมหะ(หลง), จิตโลภะ(โลภ) หรือจิตโทสะ(โกรธ)

     ๑.๔) ธรรม คือการเจริญสติระลึกรู้ที่อารมณ์ของจิต ในธรรมารมณ์(อารมณ์ที่เกิดทางตา หู จมูก ลิ้น กาย และใจ), ในขันธ์ ๕(รูป เวทนา สัญญา สังขาร และวิญญาณ) หรือในนิวรณ์ ๕(กามฉันทะ พยาบาท ถีนมิทธะ อุทธัจจกุกกุจจะ และวิจิกิจฉา)

 

๒.  โพธิปักขิยธรรม ๓๗

โพธิปักขิยธรรมคือธรรมที่เป็นฝ่ายให้รู้ถึงฌาน, มรรคผล และนิพพาน  วิปัสสนากัมมัฏฐานคือวิธีการฝึกให้จิตเกิดปัญญา(วิปัสสนาญาณ) และเพื่อพัฒนาให้โพธิปักขิยธรรม ๓๗ ประการ(ทั้งหมด ๗ กอง) ประชุมกันและเกิดขึ้นอย่างบริบูรณ์พร้อมกันหมด ในขณะจิตเดียวก่อนการบรรลุธรรม(ขณะจิตก่อนเข้าสู่ อารมณ์พระนิพพาน)  โพธิปักขิยธรรม ๓๗ ประการมีดังต่อไปนี้

     ๒.๑) สติปัฏฐาน ๔ - การตั้งสติระลึกรู้ กำหนดอยู่ใน ๔ ฐานคือ กาย เวทนา จิต และธรรม

     ๒.๒) สัมมัปปธาน ๔ - ความเพียรชอบ

          (๑)  สังวรปธาน - การเพียรระวังไม่ให้บาปเกิดด้วยวิปัสสนากัมมัฏฐาน เพื่อกำหนดอารมณ์ต่างๆ ป้องกันไม่ให้จิตปรุงแต่ง(สังขาร) และยึดติดในเวทนา

          (๒)  ปหานปธาน - การเพียรละบาปที่เกิดขึ้นแล้วด้วยการกำหนดตัดกิเลส

          (๓)  ภาวนาปธาน - การเพียรให้กุศลเกิดขึ้นด้วยการกำหนดสติให้ทันอารมณ์ปัจจุบัน ซึ่งทำให้จิตมีกุศล สงบจากกิเลสเกิดสมาธิสุข  และตัดการเวียนว่ายตายเกิด(วัฏฏสงสาร)

          (๔)  อนุรักขนาปธาน - การเพียรรักษากุศลที่เกิดขึ้นแล้วไม่ให้เสื่อม ด้วยการกำหนดทุกอารมณ์ให้ทันปัจจุบัน อย่างต่อเนื่องในทุกอิริยาบถ โดยไม่ยึดว่าจะต้องมาปฏิบัติธรรมแต่ที่วัดเท่านั้น เพราะการปฏิบัติธรรมสามารถทำได้ทุกที่ทุกเวลา ในการดูจิตใจอารมณ์ สำหรับนำไปประพฤติปฏิบัติดี ทางความคิด คำพูด และการกระทำ(กาย วาจา ใจ)

     ๒.๓)   อิทธิบาท ๔ - ธรรมอันให้บรรลุสู่ความสำเร็จ

          (๑)  ฉันทะ - ความสนใจจนเกิดความชอบยินดี อยากปฏิบัติ เต็มใจ และตัดสินใจเดินทางมาฝึกวิปัสสนากัมมัฏฐาน

          (๒)  วิริยะ - ความเพียรพยายามในการเจริญวิปัสสนากัมมัฏฐาน

          (๓)  จิตตะ - ความมั่นคง จดจ่อ ตั้งใจของจิตในการเจริญวิปัสสนากัมมัฏฐาน

          (๔)  วิมังสา - การใช้ปัญญารู้เท่าทัน ไม่ยึดติด และปล่อยวางในทุกอารมณ์ ไม่ว่าจะเป็นสุขหรือทุกข์

     ๒.๔)   อินทรีย์ ๕ - ธรรมอันเป็นใหญ่ในหน้าที่ของตนในขณะเจริญวิปัสสนากัมมัฏฐาน

          (๑)  สัทธินทรีย์ - ความเชื่อและเลื่อมใสในพระพุทธศาสนา รวมถึงความสนใจในวิปัสสนากัมมัฏฐาน จากการศึกษาหาความรู้ในหนังสือ ฟังธรรม สนทนาธรรม หรือเชื่อฟังกัลยาณมิตร เพื่อนำพาตนสู่การเจริญสติปัฏฐาน ๔  สัทธามี ๒ ประเภทคือปกติสัทธาของสามัญชนใน ทาน ศีล ภาวนา ซึ่งไม่แรงกล้า  และภาวนาสัทธาอันแรงกล้าของผู้ปฏิบัติในสมถะหรือวิปัสสนา

          (๒)  วิริยนทรีย์ - ความเพียรที่บริบูรณ์ครบพร้อมกับสัมมัปปธาน ๔ และสำหรับผู้ปฏิบัติคือความเพียรในการกำหนดรูปนามอย่างต่อเนื่อง  

          (๓)  สตินทรีย์ - ความระลึกรู้ได้ในรูปนามอันเกิดมาจากการเจริญสติปัฏฐาน ๔ พร้อมกับกำหนดในใจได้ตรงอารมณ์ที่เกิดขึ้นโดยไม่กำหนดผิด

          (๔)  สมาธินทรีย์ - ความตั้งมั่นในชั่วขณะ(ขณิกสมาธิ)ของรูปนามที่กำหนดโดยไม่จม ติด แช่ นิ่ง หรือปรุงแต่งไปกับอารมณ์

          (๕)  ปัญญินทรีย์ - การรู้เห็นรูปนาม, ขันธ์ ๕, อายตนะ ๑๘ และธาตุ ๒๒ ว่าตกอยู่ในกฏของอนิจจัง ทุกขัง อนัตตา(กฎไตรลักษณ์) ที่เป็นทุกข์โทษภัย และเป็นวัฏฏทุกข์ จนทำให้จิตเกิดปัญญาเพื่อลดละกิเลส ๓ (โมหะ โลภะ โทสะ) ด้วยเป้าหมายสูงสุด คือพระนิพพาน

     ๒.๕)   พละ ๕ - ธรรมอันเป็นกำลังจากการปฏิบัติอย่างต่อเนื่องเพราะอินทรีย์ ๕ เกิดความสมดุล

          (๑)  สัทธาพละ - ความเชื่อฟังและเลื่อมใสในวิปัสสนาจารย์หลังจากกำหนดจนเห็นไตรลักษณ์ ก้าวหน้าในวิปัสสนาญาณ  และปฏิบัติต่อเนื่องจนเข้าถึงอารมณ์พระนิพพาน

          (๒)  วิริยพละ - ความเพียรในการกำหนดได้ทันอารมณ์ปัจจุบันในทุกขณะจิต

          (๓)  สติพละ - ความระลึกรู้ได้จากความเพียรในการกำหนดจนสติเกิดทันทุกอารมณ์ของรูปนาม

          (๔)  สมาธิพละ - ความตั้งมั่นจดจ่อในอารมณ์วิปัสสนากัมมัฏฐาน(รูปนาม) เริ่มต้นจากขณิกสมาธิ(ชั่วขณะ) อุปจารสมาธิ(จวนแนบแน่น) จนถึงอัปปนาสมาธิ(แนบแน่น) ควบคู่ไปกับสติในทุกระดับของสมาธิ

          (๕)  ปัญญาพละ - จิตที่รู้เห็นตามความเป็นจริง(อารมณ์ปรมัตถ์)ในรูปนามจนเกิดวิปัสสนาญาณ ๑๖ จากการปฏิบัติวิปัสสนากัมมัฏฐานอย่างต่อเนื่อง

     ๒.๖)   โพชฌงค์ ๗ - ธรรมที่เป็นองค์ประกอบในการบรรลุธรรมเริ่มตั้งแต่อุทยัพพยญาณ-วิปัสสนาญาณที่ ๔

          (๑)  สติ - จิตที่ระลึกรู้อยู่ในอารมณ์ปัจจุบันของสติปัฏฐาน ๔ อย่างต่อเนื่อง

          (๒)  ธัมมวิจยะ - จิตที่ถูกฝึกด้วยสติปัฏฐานจนเกิดสภาวธรรม และรู้เห็นอารมณ์ปรมัตถ์ของรูปนาม ที่เกิดขึ้นอย่างเป็นธรรมชาติ

          (๓)  วิริยะ - ความเพียรในการกำหนดตามอารมณ์ปรมัตถ์อย่างต่อเนื่อง

          (๔)  ปีติ - ความอิ่มใจเกิดขึ้นในระหว่างปฏิบัติที่เป็นผลของสมาธิ

          (๕)  ปัสสิทธิ - ความสงบสบายใจจากกิเลส ๓ (โมหะ โลภะ โทสะ) ที่เกิดขึ้นในระหว่างการเจริญวิปัสสนากัมมัฏฐาน

          (๖)  สมาธิ - ความตั้งมั่นจดจ่อในอารมณ์จากการกำหนดอยู่ที่รูปนาม

          (๗)  อุเบกขา - ความวางเฉยในรูปนามโดยไม่ติดสุข ไม่หนีทุกข์เวทนา หรือไม่เผลอคิดปรุงแต่งในอารมณ์ใดๆ

     ๒.๗)   มรรคมีองค์ ๘ - ข้อปฏิบัติ หรือหนทางดำเนินไปสู่อารมณ์พระนิพพาน

          (๑)  สัมมาทิฏฐิ - เห็นชอบคือเห็นรูปนามโดยความเป็นอนิจจัง ทุกขัง อนัตตา

          (๒)  สัมมาสังกัปปะ - ดำริชอบคือคิดให้พ้นทุกข์เพราะเห็นอนิจจัง ทุกขัง อนัตตา โดยดำริออกจากกาม ไม่พยาบาท และไม่เบียดเบียน ด้วยการเจริญสติกำหนดรู้ทุกอารมณ์

          (๓)  สัมมาวาจา - เจรจาชอบคือเว้นจากวจีทุจริตด้วยสติกำหนดรู้อารมณ์เท่านั้น

          (๔)  สัมมากัมมันตะ - ทำการงานชอบจากการเจริญสติด้วยการกำหนดจนเกิดอารมณ์ปรมัตถ์อย่างต่อเนื่อง

          (๕)  สัมมาอาชีวะ - เลี้ยงชีพชอบคือการเว้นจากมิจฉาอาชีพในทางที่ผิด โดยมีสติรู้เท่าทันแล้วไม่ยึดมั่น ปล่อยวาง เพื่อไม่ให้เผลอไปกับอารมณ์ ของความชั่ว บาป หรืออกุศล

          (๖)  สัมมาวายามะ - เพียรชอบคือเพียรในสัมมัปปธาน ๔ ด้วยการกำหนดรู้อารมณ์อย่างต่อเนื่อง โดยไม่นึกถึงอกุศล ไม่ทำความชั่ว และกำหนดแต่อารมณ์ปรมัตถ์อย่างต่อเนื่อง

          (๗)  สัมมาสติ - ระลึกชอบคือการกำหนดรู้ในสติปัฏฐาน ๔ อย่างต่อเนื่องโดยเป็นเพียงผู้ดู ไม่ใช่ผู้กำกับ(ควบคุม บังคับ สร้าง ทำตามใจชอบ) หรือเป็นนักแสดง(คิดปรุงแต่งไปกับอารมณ์)

          (๘)  สัมมาสมาธิ - ตั้งใจมั่นชอบในสติปัฏฐาน ๔ จากการกำหนดระลึกรู้จนกระทั่งจิตเคลื่อนเข้าสู่อารมณ์พระนิพพาน ด้วยพละกำลังทั้ง ๒ ของอัปปนาสมาธิและสติพละ

 

๓. วิปัสสนาภูมิ ๖

กัมมัฏฐานและธรรมอันเป็นที่ตั้งสำหรับเป็นทางเดินของวิปัสสนา ซึ่งเป็นพื้นฐานของการฝึกปฏิบัติวิปัสสนากัมมัฏฐาน เพื่อให้เกิดวิปัสสนาญาณ (ปัญญา) นั้นมีอยู่ ๖ หมวดดังนี้

     ๓.๑) ขันธ์ ๕ - ส่วนประกอบของร่างกายคือ รูป เวทนา สัญญา สังขาร และวิญญาณ

     ๓.๒) อายตนะ ๑๒ - อายตนะภายนอกและภายใน ทางตา หู จมูก ลิ้น กาย และใจ

          (๑)  จักขายตนะ - จักขุปสาท ประสาททางตา

(๒)  โสตายตนะ - โสตปสาท ประสาททางหู

(๓)  ฆานายตนะ - ฆานปสาท ประสาททางจมูก

(๔)  ชิวหายตนะ - ชิวหาปสาท ประสาททางลิ้น           

(๕)  กายายตนะ - กายปสาท ประสาททางกาย

(๖)  มนายตนะ - จิตทั้งหมด 

(๗)  รูปายตนะ(รูปารมณ์) - อารมณ์ของจิตเกิดขึ้นทางตา เช่น สีต่างๆ    

(๘)  สัททายตนะ(สัททารมณ์) - อารมณ์ของจิตเกิดขึ้นทางหู เช่น เสียงต่างๆ       

(๙)  คันธายตนะ(คันธารมณ์) - อารมณ์ของจิตเกิดขึ้นทางจมูก เช่น กลิ่นต่างๆ    

(๑๐)  รสายตนะ(รสารมณ์) - อารมณ์ของจิตเกิดขึ้นทางลิ้น เช่น รสต่างๆ

(๑๑)  โผฏฐัพพายตนะ(โผฏฐัพพารมณ์) - อารมณ์ของจิตที่เกิดขึ้นทางกายสัมผัส เช่น สัมผัสต่างๆ ได้แก่ ความรู้สึกแข็ง อ่อน ร้อน เย็น หย่อน ตึง

(๑๒)  ธัมมายตนะ(ธัมมารมณ์) - อารมณ์ของจิตที่เกิดขึ้นทางใจได้แก่ ธรรม ๖๙ ประกอบด้วย สุขุมรูป ๑๖, เจตสิก๕๒ และนิพพาน ๑ ตามคัมภีร์อภิธัมมัตถสังคหะ

     ๓.๓) ธาตุ ๑๘ - รูป, อารมณ์ และวิญญาณ ทาง ตา หู จมูก ลิ้น กาย และใจ

-ทวาร ๖ (ธาตุรับ)          -อารมณ์ ๖ (ธาตุกระทบ)            -วิญญาณ ๖ (ธาตุรู้)

จักขุธาตุ                        รูปธาตุ                                 จักขุวิญญาณธาตุ

โสตธาตุ                        สัททธาตุ                              โสตวิญญาณธาตุ

ฆานธาตุ                       คันธธาตุ                                 ฆานวิญญาณธาตุ

ชิวหาธาตุ                      รสธาตุ                                  ชิวหาวิญญาณธาตุ

กายธาตุ                        โผฏฐัพพธาตุ                            กายวิญญาณธาตุ

มโนทวาร                      ธัมมธาตุ                                  มโนวิญญาณธาตุ

     ๓.๔)   อินทรีย์ ๒๒

(๑)      จักขุปสาท

(๒)      โสตปสาท

(๓)      ฆานปสาท

(๔)      ชิวหาปสาท

(๕)      กายปสาท

(๖)      อิตถีภาวรูป(ความเป็นหญิง)

(๗)      ปุริสภาวรูป (ความเป็นชาย)

(๘)      ชีวิตรูป(รักษารูปและนาม)

(๙)      มนินทรีย์ (จิตทั้งหมด)

(๑๐)     สุขินทรีย์ (การเสวยความสุขกาย)

(๑๑)     ทุกขินทรีย์ (การเสวยความทุกข์กาย)

(๑๒)     โสมนัสสินทรีย์ (การเสวยความสุขใจ)

(๑๓)     โทมนัสสินทรีย์ (การเสวยความทุกข์ใจ)

(๑๔)     อุเปกขินทรีย์ (การเสวยอารมณ์เป็นกลาง)

(๑๕)     สัทธินทรีย์ (ความเชื่อต่อสิ่งที่ควรเชื่อ)

(๑๖)     วิริยินทรีย์ (ความเพียร)

(๑๗)     สตินทรีย์ (การระลึกชอบ)

(๑๘)     สมาธินทรีย์ (การตั้งมั่นในอารมณ์)

(๑๙)      ปัญญินทรีย์ (การรู้ตามความเป็นจริง)

(๒๐)      อนัญญตัญญัสสามีตินทรีย์ (รู้แจ้งอริยสัจ ๔ ที่ไม่เคยรู้ - โสดาปัตติมรรคจิต)

(๒๑)      อัญญินทรีย์ (รู้แจ้งอริยสัจ ๔ ที่เคยรู้ - มรรคจิตเบื้องบน ๓ และผลจิตต่ำ ๓)

(๒๒)      อัญญาตาวินทรีย์ (รู้แจ้งอริยสัจ ๔ สิ้นสุดแล้ว - อรหัตตผลจิต)

     ๓.๕)  อริยสัจ ๔

(๑)    ทุกข์ ได้แก่ร่างกายที่ประกอบด้วย รูปกับนาม หรือ ขันธ์ ๕

(๒)    สมุทัย ได้แก่ตัณหาที่ให้เป็นเหตุให้เกิด รูปกับนาม

(๓)    นิโรธ ได้แก่การดับ รูปกับนาม ด้วยการเข้าถึงพระนิพพาน

(๔)    มรรค ได้แก่การกำหนดรูปนามอย่างต่อเนื่อง จนได้ทันปัจจุบันอย่างเป็นธรรมชาติ ด้วยการเจริญวิปัสสนากัมมัฏฐาน หรือ การเจริญสติปัฏฐาน ๔ ที่ถูกวิธี

     ๓.๖)   ปฏิจจสมุปบาท ๑๒

(๑)    อวิชชา - ไม่รู้ตามความจริงที่ควรรู้ รู้แต่สิ่งที่ไม่เป็นไปตามความเป็นจริง          

(๒)    สังขาร - ธรรมชาติที่ปรุงแต่งอารมณ์ของจิต

(๓)     วิญญาณ - ธรรมชาติที่รู้อารมณ์เป็นพิเศษ ได้แก่ ปฏิสนธิวิญญาณของการเกิดในภพใหม่ และปวัตติวิญญาณของวิญญาณทางทวาร ๖ (ตา หู จมูก ลิ้น กายและใจ)

(๔)     นามรูป - ธรรมชาติที่น้อมไปในอารมณ์ชื่อว่า นาม(จิต) ได้แก่เจตสิก ๓๕ ที่ประกอบกับ โลกียวิบากจิต ๓๒  ส่วนรูปนั้นประกอบด้วย ร่างกายและอารมณ์ ได้แก่ปฏิสนธิกัมมชรูป, ปวัตติกัมมชรูป, จิตตชรูป ตามคัมภีร์อภิธัมมัตถสังคหะ

(๕)    สฬายตนะ - ธรรมชาติที่ทรงไว้ซึ่งวัฏฏสงสารที่ยืนยาวได้แก่ อัชฌัติกายตนะ ๖

(๖)    ผัสสะ - ธรรมชาติที่กระทบอารมณ์ของ รูปและนาม

(๗)    เวทนา - ธรรมชาติที่เสวยอารมณ์เช่น สุข ทุกข์ หรือเฉยๆ      

(๘)    ตัณหา - ธรรมชาติที่ติดใจซึ่งวัตถุกามทางทวารทั้ง ๖ (ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ)

(๙)    อุปาทาน - ธรรมชาติที่เข้าไปยึดมั่น ได้แก่ตัณหาและทิฏฐิที่มีกำลังมาก

(๑๐)      ภพ(ภวะ) - ธรรมชาติที่เป็นเหตุให้ผลเกิดขึ้นและเข้าไปเกิดในภพใหม่         

(๑๑)      ชาติ - ธรรมชาติที่เป็นการเกิดขึ้นครั้งแรกในภพใหม่ของปฏิสนธิชาติ           

(๑๒)     ชรา(แก่) มรณะ(ตาย) โสกะ(เศร้าโศก) ปริเทวะ(ร้องไห้) ทุกขะ(ทุกข์) โทมนัส(เสียใจ) และอุปายาส(ลำบากใจ)

อพ